Profil de Praew::: SnowBelL :::PhotosBlogListesPlus ![]() | Aide |
|
5 juin ไปเที่ยวที่...EY Outing
..........................................................................................................
หลังเมื่อวานเข้ามาบ่น...วันนี้จะเข้ามาเล่าสู่กันฟังว่าไปเที่ยวไหน แล้วแต่ละที่มีอะไรน่าสนใจบ้าง
ทันทีที่เดินทางถึงจุดหมาย ได้เวลาอาบน้ำ พักผ่อน ทานอาหารเช้าซักพัก
ก็ออกเดินทางไปต่างประเทศทันที (ลาว!!! - ไกล้-ไกล)
สถานที่แรกที่เราไปก็คือ... "พิพิทธภัณฑ์พระธาตุหลวง"
เป็นวัดสำคัญคู่บ้านคู่เมืองเวียงจันทน์ สัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของเมืองนี้ โดยบริเวณด้านหน้าขององค์พระธาตุนั้นเป็นที่ประดิษฐานอนุสาวรีย์พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ผู้ทรงโปรดให้สร้างพระธาตุนี้ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๑๐๙ โดยสร้างครอบองค์พระธาตุศรีธรรมาโศกเดิม ซึ่งเป็นพระธาตุเก่าแก่ตั้งแต่ยุคอาณาจักรศรีโคตรบอง มีอายุร่วมสมัยกับพระธาตุพนมในบ้านเรา ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ทั้งได้สร้างพระธาตุองค์เล็กล้อมรอบอีก ๓๐ องค์ และตั้งชื่อพระธาตุที่สร้างขึ้นใหม่ว่า พระธาตุโลกจุฬามณี แต่ชาวบ้านทั่วไปนิยมเรียกขานว่า ธาตุหลวง และถือเป็นศาสนสถาน คู่เมืองเวียงจันทน์มายาวนานกว่า 400 ปี เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธแถบลุ่มน้ำโขง โดยชาวบ้านจะร่วมกันจัดงานสมโภชน์องค์พระธาตุในเดือนธันวาคมของทุกปี
ที่ต่อมาก็เป็น... "อนุสาวรีย์ประตูชัย"
สร้างโดยรัฐบาลฝรั่งเศส เมื่อปี พ.ศ. 2512 โดยความตั้งใจแรกเริ่มเพื่อให้เป็นอนุสรณ์แห่งการครอบครอง แต่ยังไม่ทันก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ ประเทศลาวก็ได้ประกาศอิสรภาพเสียก่อน รัฐบาลลาวและประชาชนจึงพร้อมใจกันขนานนามสิ่งก่อสร้างนี้ว่า "อนุสาวรีย์แห่งชัยชนะ" และเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานสำหรับผู้เสียชีวิตในการต่อสู้เรียกร้องเอกราชจากฝรั่งเศส และไม่ได้ทำการก่อสร้างต่อให้เสร็จสมบูรณ์แต่อย่างใด เสมือนว่าตั้งใจปล่อยทิ้งไว้ให้เป็นอนุสรณ์แห่งความพ่ายแพ้ของเจ้าอาณาริคมมาจนปัจจุบัน รูปลักษณ์ภายนอกดูคล้ายคลึงกับ Arc de Triomphe หรือประตูชัยแห่งกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส แต่ลวดลายปูนปั้นภายใน กลับตกแต่งด้วยศิลปะลาวอย่างวิจิตรงดงาม ส่วนชั้นบนของประตูชัย สามารถเดินขึ้นไปชมทัศนียภาพ เมืองเวียงจันทน์ได้ในมุมสูง ประตูชัยคงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในฝันของชาวลาว เพราะเราเห็นชาวลาวจำนวนมาก เดินทางมานั่งเล่นพักผ่อนหย่อนใจที่นี่ พร้อมถ่ายรูปเป็นที่ระลึก อย่างในวันที่ไปซึ่งเป็นวันเด็กแห่งชาติ ก็มีการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่นี่เหมือนกัน
นอกจากนั้น ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับประตูชัยว่า ใครได้เดินผ่านประตูชัย ไม่ว่าจะทำอะไรก็จะได้รับชัยชนะในทุกๆ สิ่ง (แต่เราไม่ได้เดินง่ะ -____-")
สถานที่แห่งที่สามคือ... "พิพิทธภัณฑ์หอพระแก้ว"
สถานที่ประฐาน " พระแก้วมรกต " ในสมัยที่อัญเชิญมาจากเมืองหลวงพระบางเพื่อหลบภัยจากกองทัพพม่า ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก จะโปรดให้อัญเชิญมายังกรุงธนบุรี ดังนั้นปัจจุบันจึงเหลือแต่เพียงแท่นประดิษฐานเท่านั้น หอพระแก้วแห่งนี้สร้างขึ้นโดยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ในปี พ.ศ. 2094 ซึ่งเป็นช่วงที่ย้ายเมืองหลวง จากหลวงพระบางมายังเวียงจันทน์ ปัจจุบันหอพระแก้วเป็นพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงโบราณวัตถุ ซึ่งรวบรวมจากหลายแหล่ง มีทั้งที่เป็นศิลปะขอม ศิลปะลาว และศิลปะไทย ภายในนั้นผู้เข้าเยี่ยมชมไม่ได้รับอนุญาตให้ถ่ายรูป ภายในส่วนใหญ่จะเป็นพวกศิลาจารึก พระพุทธรูปเก่าแก่ เครื่องถ้วยชามหม้อไหต่างๆ รวมถึงพระประธานองค์ใหญ่ที่ประดิษฐานอยู่ภายใน
หอพระแก้ว ตั้งอยู่บริเวณถนนไชยเชษฐา ติดกันกับ "หอคำ" ซึ่งเคยเป็นที่พำนักของประธานประเทศคนที่สอง (ท่านหนูฮัก พูมิสะหวัน)
สถานที่ต่อมาที่เราได้ไปเยี่ยมชมก็คือ... "วัดเจ้าแม่ศรีเมือง"
เป็นสถานที่ประดิษฐานเสาหลักเมืองนครเวียงจันทน์ ภายในวัดมีปรางค์กู่ ศิลาแลง แสดงถึงหลักเขตแดนสุดท้ายของอาณาจักรขอมที่แผ่อำนาจ มาปกคลุมดินแดนทางตอนเหนือ วัดศรีเมืองตั้งอยู่ ณ สามเหลี่ยมก่อนจะเข้าเวียงจันทน์ ปลายสุดของถนนท่าเดื่อ - เวียงจันทน์ บรรจบกับถนนสามแสนไทย และถนนไชยเชษฐา บริเวณสามเหลี่ยมจะมีพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระเจ้าสว่างวัฒนา เจ้ามหาชีวิตองค์สุดท้ายของลาวก่อนจะเปลี่ยนแปลงการปกครองตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ (อันนี้ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่ารถจะผ่านด้วย แต่ไม่ทันได้เก็บภาพไว้)
หลังจากนั้นเราก็ไปต่อกันที่ "Duty Free Shop"
อันนี้ไม่ขอพูดมาก เพราะเรื่องช้อปปิ้งคงอยู่ในสายเลือดกันอยู่แล้ว แต่ที่น่าสนใจคือของแบรนด์เนมที่นี่ถูก ถึง ถูกมาก แต่ว่าเราว่าคงขึ้นกับความสามารถของสายตาแต่ละคนด้วยที่จะดูออกหรือไม่ว่าของจริง หรือของก๊อป(โคด)เหมือน รวมทั้งขนมต่างๆ ที่หาได้ตามตลาดปีนังบ้านเรา แต่ในราคาที่ถูกกว่า รวมถึงเบียร์ยอดฮิตของทริปนี้ คือ "เบยลาว" ที่เราก็คว้ากลับมาแพ็คหนึ่งด้วย
แต่ของก๊อปแน่ๆ 1000% เลยก็คือ "มือถือ" ครับ คิดว่าคงเอาเข้ามาจากพวกจีนแดง (ข้อมูลเพิ่มเติมหาอ่านได้ตามหนังสือมือถือทั่วไป หรือ www.x-raymobile.com) ที่มีโอกาสได้เห็นจริงๆ และก็เป็นอย่างที่เค้าว่าด้วย บางรุ่น NK ของแท้ยังไม่มีเลยครับ (N96i หรือไงเนี่ยแหละ) แล้วก๊อปได้เหมือนมาก มองด้วยหางตา เหลือบแว้บๆ ยังรู้ว่าของปลอม คิดดูละกัน!!!
(ข้อมูลจาก : http://www.nairobroo.com และ http://www.geocities.com/nk_tour2000/laos/vte/interest.html)
(รูปประกอบเพิ่มเติม : http://www.pantip.com/cafe/gallery/topic/G2500625/G2500625.html) และด้วยเวลาที่เหลือ เราก็ได้แวะอีกหนึ่งที่ก่อนจบการเดินทางวันแรก... "ศาลาแก้วกู่" คับ
ศาลาแก้วกู่ หรือที่ชาวหนองคายเค้าเรียกกันว่า "วัดแขก" นั้นตั้งอยู่ห่างจากอำเภอโพนพิสัยไปประมาณ 7 กม. โดยคำว่า "ศาลาแก้วกู่" นั้นหมายถึง เมืองอมตะแก้วกู่มหานิพพาน หรือ แดนแห่งการหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง ตั้งอยู่ในชุมชนสามัคคี อำเภอเมือง จ.หนองคาย อยู่บ่นพื้นที่ 42 ไร่ โดยศาลาแก้วกู่นั้นสร้างขึ้นโดยการนำของ “ปู่บุญเหลือ สุรีรัตน์” หรือ “ปู่เหลือ” (พ.ศ. 2476 – 2539) ซึ่งมีประวัติชีวิตและผลงานอัศจรรย์ เกินกว่าจะประมวลได้ จึงขอเก็บความจากหนังสือ “ศาลาแก้วกู่” ฉบับ พ.ศ. 2550 พิมพ์ครั้งที่ 3 มาไว้พอสังเขป
“เมื่อนางคำปลิว สุรีรัตน์ (พี่สาวคนโต) ชาวหนองคาย แต่งงานได้ระยะหนึ่งก็ฝันว่ามีชีปะขาวนำนาคมรกตมามอบให้ แต่บอกว่าอีก 7 เดือนค่อยไปรับมาเป็นของตน ต่อมาแม่ตั้งท้องลูกคนที่เจ็ดในวัยสูงอายุและหมดประจำเดือนแล้ว และคลอดเมื่ออายุครรภ์ได้ 7 เดือน ทุกคนจึงเชื่อว่าเป็นไปตามนิมิตในฝัน นางคำปลิวและสามีจึงรับน้องชายมาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมตั้งแต่แรกเกิด ด.ช.บุญเหลือชอบเข้าวัดมาแต่เด็ก พออายุได้หกขวบนางคำปลิวเสียชีวิตลง สามีนางคำปลิวมีภรรยาใหม่ ด.ช.บุญเหลือจึงกลับไปอยู่กับพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด แต่มักขัดขวางห้ามปรามผู้ใหญ่ในทางบาปต่างๆ จึงไม่เป็นที่รักใคร่ของญาติพี่น้อง ครั้นอายุ 12 ปี ทนความกดดันรอบข้างไม่ไหว จึงหนีออกจากบ้านรอนแรมไปจนพบสำนักอาศรมแก้วกู่ในเขตแดนลาวและได้ฝากตัวศึกษาเล่าเรียนปฏิบัติธรรมอยู่กับพระมุนีที่นั่น จนอายุครบ 20 ปี พระมุนีจึงให้ออกจากสำนักไปจาริกแสวงบุญโปรดญาติโยมทั้งใกล้และไกล เมื่ออายุ 30 ปี จึงได้กลับมาปรนนิบัติตอบแทนคุณในวาระสุดท้ายของชีวิตพ่อแม่ ก่อนแม่สิ้นบุญในปี 2507 ได้มอบที่ดิน 8 ไร่ ณ บ้านเชียงควาน เมืองท่าเดื่อ เวียงจันท์ ไว้เป็นมรดก
ปี พ.ศ. 2513 ปู่เหลือได้พัฒนาที่ดินดังกล่าวสร้างเป็น “ปูชนียสถานเทวาลัยอย่างมหึมา” พุทธศาสนิกชนทั้งในภาคพื้นยุโรปและเอเชียเลื่อมใสมาก แต่เมื่อเกิดเหตุวิกฤตในราชอาณาจักรลาวเมื่อปี พ.ศ. 2518 หลวงปู่จึงพาลูกศิษย์ข้ามโขงมา และรวมกันจัดตั้งเป็น “พุทธมามกสมาคมจังหวัดหนองคาย” โดยกรมการศาสนารับรองให้ในปี พ.ศ. 2519
ปี พ.ศ. 2521 สานุศิษย์ได้จัดซื้อที่ดินราว 41 ไร่ ในเขตบ้านสามัคคี ต.หาดคำ ถวายให้เป็นที่ตั้งสำนักจวบจนปัจจุบัน
ต้นปี พ.ศ. 2527 ปู่เหลือถูกใส่ความและมีผู้ไปแจ้งตำรวจตั้งข้อหาฉกรรจ์ (ซึ่งทางสำนักขอสงวนไว้) ต้องอยู่ในเรือนจำจนถึงปลายปี 2529 เมื่อออกมาแล้วก็สร้างเทวรูปอีกมากมาย ทั้งเล็กและใหญ่ และทั้งขนาดที่สูงถึง 33 เมตร เมื่อสร้างทั้งพุทธรูปและเทวรูปถึง 209 ปางแล้ว ก็สร้างศาลาแก้วกู่หลังใหม่โดยรื้อหลังเก่า ( พ.ศ. 2523 – 2538) ที่ทรุดโทรมลง ขณะก่อสร้างศาลาหลังใหม่ ปู่เหลือก็ล้มป่วยและต่อมาได้เสียชีวิตลงในเดือนสิงหาคม 2539 สานุศิษย์ได้นำผอบแก้วใส่ร่างของท่านไว้ตามความประสงค์ก่อนสิ้นชีวิต”
พื้นที่กลางแจ้งหรือที่หลายคนยกให้เป็น “พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง” มีสิ่งที่เรียกว่า “ปูชนียวัตถุและพุทธปูชนียสถานเทวาลัย” คือรูปปั้นพิสดารพันลึกมากมาย อาทิ รูปปั้นปางพระอิศวร – พระอุมาเสวยสุข ปางพระพุทธเจ้าเสด็จหนีออกบรรพชา ปางทรงศึกษาที่ธรรมะกับพระฤาษี ปางกามเทพ (คิวปิต) ปางฤาษีแก้วกู่อะธามา ปางพระขันทกุมาร ฯลฯ เมื่อสร้างเสร็จเรียบร้อยก็จะทำพิธีอัญเชิญเทพเทวามาสถิต
นอกจากนี้แล้ว ยังมีรูปปั้นเล่าเรื่องต่างๆ อีกมาก ทั้งรูปปั้นเกี่ยวกับศาสนาคริสต์ รามเกียรติ์ ตำนานพื้นบ้านเช่นท้าวฮุ่งท้าวเจือง รูปปั้นราหูอมจันทร์ ฯลฯ จนถึงปัจจุบันเมื่อรวมรูปปั้นทั้งเล็กใหญ่แล้วว่ากันว่ามีไม่น้อยกว่าหลักพัน ที่ฐานของเทวรูปและรูปปั้นต่างๆ จะมีคำบรรยายจารึกไว้ซึ่งมีทั้งภาษาไทย ภาษาอีสาน และส่วนที่เรียกว่า “ปริศนาธรรม” บ้างคนนิยมมาเที่ยวชมที่นี่เหมือนมาเที่ยวชมภาพจำลองนรก-สวรรค์ และดินแดนรวมแห่งทุกศาสนา (ที่มา : http://www.muangboranjournal.com) วันต่อมา เราได้มีโอกาสไปเที่ยวที่เดียวคือ... "อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท"
อุทยานฯ นี้มีร่องรอยการอยู่อาศัยของคนต่อเนื่องกันมานานนับพันปี เช่น ภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์บนโนนหินในถ้ำ เสาหิน เพิงผาที่ถูกดัดแปลงเป็นศาสนสถานสมัยทวารวดี ลพบุรี จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งแสดงถึงอารยธรรมของมนุษย์ และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิประเทศซึ่งมีโครงสร้างส่วนใหญ่เป็นหินทรายที่ถูกขัดเกลาจากขบวนการกัดกร่อนจากธรรมชาติ ทำให้เกิดเป็นโขดหินน้อยใหญ่รูปร่างต่างๆ กัน ปรากฏเป็นหลักฐานเกี่ยวกับชีวิตผู้คนในอดิตที่น่าสนใจหลายแห่ง เช่น พระพุทธบาทบัวบก, พระพุทธบาทหลังเต่า, พระพุทธบาทบัวบาน รวมทั้งถ้ำและเพิงหินต่างๆ อีกจำนวนมากที่ตั้งกระจายอยู่ทั่วไปในบริเวณอุทยานฯ แห่งนี้ ถ้ำและเพิงหินต่างๆ ตั้งกระจายอยู่ทั่วไปในบริเวณอุทยานฯ แห่งนี้ นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมได้ในระยะทางไม่ไกลนัก (ทางเดินก็ไม่ลำบากเท่าไหร่ด้วยล่ะ ^^) ได้แก่ ถ้ำลายมือ ถ้ำโนนสาวเอ้ ถ้ำคน ถ้ำวัวแดง ซึ่งถ้ำเหล่านี้ได้รับการสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นที่พำนักของมนุษย์ยุคหิน และมนุษย์เหล่านั้นได้เขียนรูปต่างๆ ไว้ เช่น รูปคน รูปมือ รูปสัตว์ และรูปเรขาคณิต นอกจากนั้นยังมีลานหินที่สวยงาม คือ ลานหินโนนาวเอ้ ธรรมชาติได้สร้างเพิงหินต่างๆ ไว้ ซึ่งมนุษย์รุ่นหลังได้จินตนาการและเชื่อมโยงสถานที่เหล่านี้เข้ากับตำนานรักพื้นบ้านของ "นางอุษา-ท้าวบารส" ไว้อย่างกลมกลืนยิ่ง เช่น เสาหินคอดเรียว ด้านบนมีหินใหญ่ยื่นล้ำออกมาคล้ายหลังคา ก็ว่าเป็น "หอนางอุษา" บ่อน้ำลึกที่ขุดลงไปในหินที่มีน้ำตลอดปี (ถ้าจำไม่ผิด คิดว่าลึกประมาณ 5-6 เมตร) เรียกว่า "บ่อน้ำนางอุษา" เพิงผากว่างคล้ายที่พำนักชั่วคราวเรียกว่า "คอกม้าท้าวบารส" เพิงหินรูปดอกเห็ดที่มีร่องรอยสกัดตกแต่งเป็นศาสนสถานถูกตั้งชื่อว่า "วัดพ่อตา" และยังมีส่วนอื่นๆ ที่นำไปเล่าต่อจนจบเรื่อง เช่น กู่นางอุษา, หินศพนางอุษา-ท้าวบารส ซึ่งการเชื่อมโยงสถานที่เข้ากับตำนานเรื่องดังกล่าวถือว่าเป็นจินตนาการของคนโบราณที่น่าสนใจไม่น้อย นอกจากนั้นยังพบชิ้นส่วนหลักเสมาและหินทรายจำหลัก พระพุทธรูปศิลปะสมัยทวารวดี ที่เพิงหินวัดพ่อตา และเพิงหินวัดลูกเขยอีกด้วย
หอนางอุษา บ่อน้ำนางอุษา
หีบศพนางอุษา วัดพ่อตา
หีบศพท้าวบารส กู่นางอุษา
ถ้ำพระ ถ้ำคน
ถ้ำฤๅษี ไหนๆ ส่วนต่างๆ ของอุทยานฯ ก็ถูกเชื่อมโยงกับนิทานพื้นบ้าน นางอุษา-ท้าวบารส เสียเยอะแยะแล้ว เราลองมาดูกันหน่อยเป็นไงว่านิทานเรื่องนี้เค้าว่ายังไงกันบ้าง...
ตำนานพื้นเมืองเรื่อง "นางอุษา-ท้าวบารส" นี้ตามหลักฐานกล่าวกันว่า ต้นฉบับรจนาเป็นอักษรธรรม (ไทย-ลาว) จารลงบนใบลานพบที่เมืองปากซัน แขวงเวียงจันทร์ ประเทศลาว ผู้รจนาเรื่องนางอุษา-ท้าวบารส คือ ยาครูโพนสะเม็ก (ยาคูขี้หอม) และสามเณรลืมปอง ด้วยคำสำหรับใช้รจนามีลักษณะเป็นถ้อยคำบรรยายสัมผัสคล้องจองกัน และยังให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์ต่างๆ ตามไปด้วย ผู้รจนาคุ้นเคยกับภูพระบาทเป็นอย่างดีจนได้รับแรงบันดาลใจให้รจนาตำนานนี้ขึ้น และตั้งชื่อโบราณสถานต่างๆ บนภูพระบาทตามท้องเรื่องบันดาลใจ การตั้งชื่อโบราณสถานต่างๆ บนภูพระบาท เช่น วัดพ่อตา วัดลูกเขย หอนางอุสา อาจมีที่มาดังนี้ คือ ตั้งชื่อโบราณสถานบนภูพระบาทให้สอดคล้องตามท้องเรื่อง รวมทั้งมีการปรับปรุงเนื้อเรื่องบางส่วนให้น่าติดตามยิ่งขึ้น ตำนานนางอุษา-ท้าวบารสนี้คาดว่าคงรจนาขึ้นในสมัยล้านช้างตอนปลาย หรือต้นรัตนโกสินทร์ ราวพุทธศรรษที่ 23-24 และได้ถูกดัดแปลงแก้ไขในชั้นหลัง ณ ที่นี้ จะขอกล่าวถึงตำนานเรื่องนี้ตามต้นฉบับเดิม ซึ่งถอดความจากอักษรธรรมมาเป็นคำบรรยายง่ายๆ สามารถสรุปความได้ดังนี้
ครั้งหนึ่ง มีเมืองใหญ่ตั้งอยู่บริเวณแถบภูพระบาท มีชื่อว่า "เมืองพาน" มีท้าวกงพานเป็นเจ้าเมือง ต่อมาพระองค์ได้ไปขอ "นางอุษา" (เป็นผู้เกิดมาจากดอกบัวบนเทือกเขา และพระฤาษีจันทาผู้เป็นอาจารย์ของท้าวกงพานได้นำมาเลี้ยงไว้) มาเป็นราชธิดา นางอุษาเป็นผู้มีความงามเป็นเลิศ และมีกลิ่นกายหอมกรุ่น เมื่อเติบใหญ่จึงมีเจ้าชายหลายเมืองมาสู่ขอ แต่ท้าวกงพานก็ไม่ยินยอมยกให้ผู้ใดและเกิดความหวงแหน จึงได้สร้างตำหนักเป็นหอสูงไว้บนภูเขา เพื่อให้นางอุษาอยู่อาศัยขณะเรียนวิชากับฤาษีจันทาผู้เป็นอาจารย์
วันหนึ่ง นางอุษาไปเล่นน้ำที่ลำธารใกล้ตำหนัก นางได้เก็บดอกไม้มาร้อยเป็นมาลัยรูปหงส์ และลอยน้ำไปพร้อมเสี่ยงทายหาคู่ พวงมาลัยรูปหงส์ได้ลอยไปถึงเมืองปะโคเวียงงัว ที่มีท้าวบารสผู้เป็นโอรสของเจ้าเมือง ท้าวบารสเก็บพวงมาลัยได้จึงออกตามหาเจ้าของจนถึงเขตเมืองพาน ท้าวบารสขี่ม้าจนถึงหินก้อนหนึ่ง ม้าก็ไม่ยอมเดินทางต่อ พระองค์จึงหยุดพักมาไว้ ส่วนบริวารก็แยกไปผูกม้าที่หินอีกก้อนหนึ่ง ท้าวบารสจึงออกเดินเที่ยวป่า จนได้พบนางอุษาที่กำลังอาบน้ำอยู่และรู้ว่าเป็นเจ้าของพวงมาลัย ทั้งคู่เกิดความรักและลักลอบได้เสียกันโดยที่ท้าวกงพานไม่ทราบ
ตำนานบางฉบับได้เล่าถึงเหตุการณ์ตอนนี้ว่า ท้าวบารสได้เข้าป่าล่าสัตว์และทำพิธีกรรมบวงสรวงพระไทร พระไทรจึงอุ้มไปสมสู่กับนางอุษาเจ็ดคืน แล้วอุ้มกลับไว้ที่เดิม เมื่อนางอุษาตื่นไม่พบท้าวบารสก็คร่ำครวญหา นางสามัญญะวิเศษซึ่งเป็นพี่เลี้ยงจึงได้วาดภาพเหล่ากษัตริย์ทั้งหลายให้ดูจนรู้ว่าเป็นท้าวบารส นางอุษาจึงส่งสาส์นรักไปถึงท้าวบารส เมื่อท้าวบารสทราบจึงได้เดินทางมาพบและแอบอยู่ในตำหนักกับนางอุษา
ต่อมาท้ากงพานทราบเรื่องว่า ท้าวบารสอยู่กับธิดา ก็ทรงพิโรธจะประหารท้าวบารส แต่เสนาอำมาตย์ห้ามไว้เนื่องจากเกรงฤทธิ์เดชพระราชบิดาของท้าวบารสผู้ครองเมืองปะโค ท้าวกงพานจึงคิดอุบายให้แข่งขันสร้างวัดให้แล้วเสร็จในหนึ่งคืน โดยนับตั้งแต่เช้าจนดาวประกายพรึก (ดาวเพ็ก) ขึ้น ผู้ใดสร้างไม่เสร็จจะต้องถูกตัดเศียร ซึ่งท้าวกงพานได้เกณฑ์ไพร่พลจำนวนมากมาสร้างวัดที่เมืองกงพาน (วัดพ่อตา) ส่วนเท้าบารสมีบริวารเพียงเล็กน้อยที่มาด้วยจึงสร้างได้ช้ากว่า พี่เลี้ยงนางอุษาจึงคิดวิธีช่วย โดยให้ท้าวบารสนำโคมไฟไปแขวนบนยอดไม้ใหญ่ในเวลาดึก ฝ่ายพวกเมืองกงพานมองเห็นคิดว่าดาวประกายพรึกขึ้นแล้วจึงหยุดสร้างวัด ส่วนท้าวบารสได้เร่งสร้างวัดของตนเองจนแล้วเสร็จ เมื่อเป็นดังนี้ท้าวกงพานจึงเป็นฝ่ายแพ้ และถูกตัดเศียรสิ้นชีพไป
ต่อมาท้าวบารสได้พานางอุษากลับเมืองปะโค แต่เนื่องจากท้าวบารสมีชายาอยู่แล้ว นางอุษาจึงถูกชายาเหล่านั้นกลั่นแกล้ง โดยไปสมคบกับโหราจารย์ให้ทำนายว่า ท้าวบารสมีเคราะห์ต้องออกเดินป่าผู้เดียวเป็นเวลาหนึ่งปีจึงจะพ้นเคราะห์ ท้าวบารสก็ออกเดินป่าโดยทิ้งนางอุษาไว้ที่เมืองปะโค นางอุษาเมื่อถูกทำร้ายและกลั่นแกล้ง จึงหนีกลับเมืองพานและล้มเจ็บด้วยความตรอมใจ เมื่อท้าวบารสกลับเมืองและทราบข่าวนี้ก็รีบเดินทางไปยังเมืองพาน แต่พบว่านางอุษาสิ้นใจแล้วจึงฝังศพนางไว้ที่ก้อนหินก้อนหนึ่ง ส่วนพระองค์ก็ตรอมใจตายตามกันไป เหล่าบริวารจึงฝังศพท้าวบารสไว้เคียงข้างกับศพนางอุสา (ที่มา : http://www.thai-tour.com , kumpine , OBEC) ตามโปรแกรมแล้วยังมี "บ้านนาข่า" อีกที่นึง แต่เรา (EY#39) ไม่ได้ไป เพราะว่าต้องเตรียมงานแสดงในช่วงกลางคืน -_____-" สำหรับการไปเที่ยวครั้งนี้...อย่างที่บอกว่าไม่ได้เที่ยวอะไรมากนัก เพราะว่าการไปกับคนกลุ่มใหญ่ทำให้ไม่ได้ใช้เวลาในแต่ละที่อย่างเต็มที่ รวมทั้งเวลาที่มีจำกัดด้วย อัพมายาวแล้ว...เป็นข้อมูลประกอบ...ส่วนความทรงจำจากการเดินทางครั้งนี้ เป็นความประทับใจที่อยู่ในความทรงจำเราแล้ว
Commentaires (1)Pour ajouter un commentaire, connectez-vous avec votre identifiant Windows Live ID (si vous utilisez Messenger ou Xbox LIVE, vous avez un identifiant Windows Live ID). Connectez-vous Vous n'avez pas d'identifiant Windows Live ID ? Inscrivez-vous
RétroliensL'URL de rétrolien de ce billet est : http://snowbellstitch.spaces.live.com/blog/cns!486B1A686C60C514!1133.trak Blogs Web qui font référence à ce billet
|
|
|