Praew's profile::: SnowBelL :::PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
June 27 Driving (II)Driving (II)
........................................................................................................................
วันนี้ไปสอบใบขับขี่มา...แต่แวะเจอบทความดีๆ อีกแล้ว
เห็นกระแสจตุคามมาแรงเลยเดี๋ยวนี้... พอวันนี้แวะไปเยี่ยมเยียนเวบ คุณวินทร์ ก็เห็นว่าอัพเดทไม่แพ้กันเลยทีเดียว (^^) เห็นว่าเป็นบทความที่น่าสนใจ (อีกแล้ว...นักเขียนคนโปรดจริงๆ ^^) ก็เลยขออนุญาตคัดลอกลงในสเปซคับ
............................................................
จตุ-calm
กระแสความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบ้านเราทะยานทะลุเพดานแห่งเหตุผลอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ความเชื่อที่นำทางด้วยหลักการตลาดกับโฆษณาที่โหมกระหน่ำ สามารถทำให้คนประเภท "ไม่เชื่อไม่ลบหลู่" หันไปเชื่อตามได้ไม่ยาก
หลักการตลาดแบบนี้ก็คือ "ถ้าไม่ดีจริง คนทั้งบ้านทั้งเมืองคงไม่ดิ้นรนขวนขวายหา (ชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์) มาติดตัวหรอก" หรือ "ถ้าคนอื่นมี เราก็ต้องมี กันไว้ก่อน"
กระแสนี้ระบาดไปทุกแห่งหน ทั้งสถาบันครอบครัว กระทรวง ทบวง กรม โรงเรียน ผู้ที่ลอยล่องตามกระแสมีตั้งแต่คนยากจนหาเช้ากินค่ำ คนชั้นกลาง ครูบาอาจารย์ ไปจรถึงผู้มีอำนาจปกครองประเทศ เชี่ยวกรากจนคนที่ไม่เชื่อเริ่มหวั่นไหว
จะเสี่ยงไม่เชื่อดีหรือ? ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้ไม่ใช่เรื่องจริง ทำไมมองไปทางไหนใครๆ ก็เชื่อกันทั้งนั้น?
หยุดสักครู่! อย่าเพิ่งตื่นเต้น อย่าเพิ่งลอยไปตามกระแส และอย่าเพิ่งควักเงินออกจากกระเป๋าสตางค์ จง 'calm down' (สงบอารมณ์) ด้วยหลัก 'จตุ-calm' (หลักใจเย็นสี่ประการ) ก่อน
Calm 1 : อย่าเชื่ออะไรง่ายๆ
Calm 2 : ตั้งคำถามทุกเรื่องที่ได้ยิน
Calm 3 : วิเคราะห์ทุกเรื่องที่ได้ยินด้วยหลักเหตุผล
Calm 4 : ใช้ปัญญาในการแยกแยะความจริงออกจากความเท็จ
มองย้อนหลับไปยังรากเหง้าของเรา ปู่ย่าตายายของเราสร้างชาติสร้างแผ่นดินจนเป็นปึกแผ่นด้วยสองมือสองแขนและการทำงานหนัก ชาวจีนโพ้นทะเลในสมัยก่อนเดินทางเข้าเมืองไทยพร้อมเสื่อผืนหมอนใบ มาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ทำงานหนักจนสร้างเนื้อสร้างตัวได้สำเร็จ
ปัจจุบันหาคนที่เชื่อในหลักการ 'เสื่อผืนหมอนใบ' ไม่ค่อยได้แล้ว ไม่มียุคสมัยใดที่คนบ้านเราขี้เกียจกันถึงขนาดนี้ ชอบรวยแต่ไม่ชอบทำงาน เมื่อไม่รวยก็อยากรวย พอรวยแล้วก็อยากรวยมากขึ้น ครั้นรวยมากแล้วก็อยากรวยแบบซูเปอร์รวย เป็นวงจรแห่งความอยากที่ไม่มีวันสิ้นสุด ไม่มีวันพอ หลายคนยุ่งกับการคิดจะรวยจนลืมใช้ชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย
ผู้คนที่ทำบุญในยุคก่อนมักอธิษฐานขอชีวิตที่ดีกว่าในชาติหน้า ปัจจุบันผู้คนไม่อ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อขึ้นสวรรค์ในชาติหน้า หากแต่ใจร้อนต้องการผลลัพธ์ในชาตินี้เลย ด้วยสโลแกนความรวยชนิดต่างๆ ให้เลือกตามใจชอบ ตั้งแต่รวยแสนรวยล้าน รวยแบบโคตรๆ รวยสุดขีด รวยมหารวย รวยยกกำลังสอง ไปจนถึงรวยแบบไม่มีเหตุผล ซึ่งล้วนเป็นการผสมพันธุ์กันระหว่างความโลภและความมืดบอดทางปัญญา นำทางด้วยหลักการตลาดแบบกำไรสูงสุด ผลลัพธ์ก็คือสังคมเต็มไปด้วยคนเขลาที่ยากจน
ใช่ คนโง่ย่อมตกเป็นเหยื่อของคนฉลาด และเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการล่อคนโง่ก็คือความโลภ
ยิ่งโลภก็ยิ่งจน จนทั้งใจ จนทั้งปัญญา
มีตัวอย่างมากมายที่คนรวยล้นฟ้าซึ่งสร้างตัวมาจากความโลภต้องล้มครืนเพียงเพราะคำว่า 'โลภ' คำเดียว
ครั้งหนึ่ง ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธองค์เห็นผู้คนพากันไปอาบน้ำในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ด้วยเชื่อว่าเป็นทางขึ้นสวรรค์ พระองค์ตรัสเตือนสติว่า หากการชำระด้วยน้ำในแม่น้ำช่วยให้พ้นจากบาปกรรมได้จริงไซร้ พวกกบ เต่า งู จระเข้ และสัตว์ทั้งหลายที่หากินในน้ำก็คงพากันขึ้นสวรรค์กันแล้วเป็นแน่
พระตถาคตทรงสั่งสอนซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้เราพึ่งตนเอง ปฏิเสธการอ้อนวอน 'สิ่งศักดิ์สิทธิ์' ทั้งหลาย เพราะไม่มีอำนาจใดสามารถช่วยคนที่งอมืองอตีนไม่ทำอะไรได้
พระองค์ทรงสอนให้เดินสายกลาง รู้จักสันโดษ ไม่โลภ อยู่อย่างพอเพียง และด้วยหลัก อัตตาหิ อัตโน นาโถ (ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน) มานานกว่าสองพันห้าร้อยปีแล้ว
อยากได้อะไรในชีวิตนี้ก็หามาได้ ถ้ายอมลงแรงลงใจทำงาน
อยากได้ของชิ้นใหญ่หน่อย ก็ลงแรงมากหน่อย แต่ไม่ไปทางลัด
ทำงานหนัก นอกจากจะ 'รวย' ทางกายแล้ว ยังรวยทางใจด้วย
มีอะไรน่าภูมิใจไปกว่าการที่เรายืนได้ด้วยสองขาของเราเอง?
วินทร์ เลียววาริณ
22 มิถุนายน 2550
............................................................
ไม่เคยยกมือสนับสนุนโครงการไหนของพระพยอมมากเท่า "จตุคำ" มาก่อนเลย
ด้วยพื้นฐานที่เราเป็นคนไม่เชื่ออยู่แล้ว เลยไม่คิดว่าความคิดของเราจะเป็นกลางเท่าไหร่ ก็คงขึ้นอยู่กับแต่ละคน แต่ว่าเราก็ว่าต้องคิดกันตามหลักเหตุผลจริงๆ แหละ
อย่างเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง เราไม่ได้ลบหลู่ แต่คิดเอาเองว่ามันก็คงเป็นไปตามการกระทำของคนคนนั้นด้วย เหมือนที่ศาสนาคริสต์เค้าสอนประมาณว่าก่อนจะอ้อนวอนต่อพระเจ้า ให้ท่านช่วยเหลือตัวท่านเองก่อน แล้วพระเจ้าจะช่วยท่าน หรืออะไรประมาณนี้แหละ (แหม...จบจากคอนแวนต์มาก็ 7-8 ปีได้แล้ว) อย่างเจอคนที่อยากสุขภาพแข็งแรง รวยๆ แต่ตกเย็นทำงานได้เท่าไหร่ลงขวดเหล้าหมด... นอกจากเงินไม่มี ทำลายสุขภาพแล้ว ยังได้แผลเพิ่ม หาเรื่องเสียเงินอีกตะหาก เพราะเมาแล้วก็พาลไปทั่ว โดนต่อยซะ
เฮ้อ...จะว่ากันเรื่องความเชื่อก็คงพูดกันยากเนอะ
แต่จตุคามนี่...สงสัยอยู่อย่างเดียวเท่านั้นแหละ... มันเกลื่อนตลาดซะอย่างนี้แล้ว จะรู้ได้ไงว่าอันไหนจริง อันไหนปลอม แล้วเห็นปั๊มๆ กันออกจากโรงงานเลย รู้ได้ยังไงว่ามันไม่ได้ส่งตรงถึงมือเราเลย โดยไม่ผ่านการปลุกเสกอะไรเลยอ่ะ
พอๆ ... ทีแรกว่าจะมาเมาท์เรื่องวันนี้ซะหน่อย คือไปสอบใบขับขี่มาน่ะ แต่พอแวะเข้าไปอ่านบทความเลยอดไม่ได้...เดี๋ยวยาวๆ (ทำไมสเปซกรูยาวทุกวันเลยว้า??)
วันนี้ไปทดสอบมา... ตอนเช้าก็ทดสอบสมรรถภาพร่างกายปกติ มีทดสอบตาบอดสี (ตอบไม่ผิดหรอก แต่ไม่ทัน จิ้มไวเป็นบ้าเลย -_-") ทดสอบประสาทสัมผัส (แบบเหยียบคันเร่ง พอไฟแดงปุ๊บก็เบรก) ทดสอบความกว้าง (เค้าเปิดไฟเขียง เหลือง แดง ตรงหางตาเราน่ะ แล้วก็ให้บอกว่าสีอะไร แต่เรามองตรงนะ) ทดสอบความลึก (เขยิบแท่งไม้ในตู้ที่ตั้งไกลๆ หน่อย ให้เท่ากับแท่งที่เค้าตั้งอยู่แล้ว)
จากนั้นก็ฟังอบรม นานเท่าไหร่ไม่รู้ เพราะไม่มีนาฬิกา มือถือก็ฝากพี่ต๊ะไว้ ... และด้วยความน่าเบื่อ ก็หลับไปตามระเบียบคับผม >.<
แล้วก็สอบข้อเขียน... อันนี้เรื่อยๆ ถึงงงๆ ไม่รู้คำตอบ ก็ใช้วิธีตัดตัวเลือกเอา (ฮะฮ่า) แต่ที่ไปอึ้งน่ะ..มีข้อนึงถามว่าเราจะตรวจความตึงสายพานเครื่องยนต์ยังไง...เรานี่...อึ้งไปนาทีนึง คือ...พี่คับ สายพานมันอยู่ไหนหนูยังไม่รู้เล้ย... แล้วก็มีประมาณว่า ใบขับขี่หาย แจ้งในกี่วัน หรืออะไรประมาณนี้แหละ.... แต่ก็ผ่านมาได้ด้วยดี
ตึก ตัก ตึก ตัก... บ่ายโมง เริ่มสอบปฏิบัติแล้วคับ หน้าตาเราเฉยๆ ไร้อารมณ์เป็นปกติ แต่ตื่นเต้นฮะ (ขนาดพี่ที่ไปด้วยกันยังดูไม่ออกเลยว่าลนตั้งแต่เที่ยงแล้ว -____-") และแล้ว...ก็ตกไปซะสองครับ เอารถจอดเข้าข้างทางไม่ได้ เกยฟุตบาทไปซะงั้น เลยลนใหญ่เลย...พอเอารถเข้าซอง เลยพาลทำไม่ได้ด้วย ทั้งๆ ที่ปกติก็ไม่มีปัญหา...ประมาณว่าสติ สมาธิ กระเจิงไปหมดแล้วคับ
นัดอีกทีวันที่ 2 เริ่มทำงานที่ PwC พอดี... เฮ้อ ไปไม่ได้แน่ๆ คงต้องรอหลังจากนั้น อาจจะขอเข้างานสายซักวัน แต่คงรอผ่านอาทิตย์แรกของการทำงานไปก่อนล่ะ ระหว่างนี้ก็ขอขับไปเองเรื่อยๆ ก่อนแล้วกัน...
เฮ้ๆ เราไม่ได้ทำผิดกฎจราจรนา เพราะเรามีคนนั่งข้างไปด้วยตลอดจ้ะ ... สับเปลี่ยนกันไปเรื่อย แล้วแต่ใครว่างมาคุมเรามั่ง หุหุ
ที่ขำอีกอย่างวันนี้...พี่ที่สอนเราทั้งสองคน คนนึงไปเป็นเพื่อนเราอยู่แล้ว อีกคนไปทำเรื่องต่อใบขับขี่แล้วก็ทำธุระให้ที่ร้านพอดี ... เลยมีอาจารย์ยืนดูตั้งสองคนแน่ะ...แต่ลูกศิษย์ทำพี่ๆ ขายหน้าไปซะงั้นเลย ^^ ขอโทษน้า... คราวหน้าจะทำสมาธิให้ดีกว่าเดิมค่ะ
เฮ้อ...ตกลงแผนที่วางไว้ว่าอยากทำอะไรได้ก่อนเริ่มงาน สำหรับเรื่องขับรถ ก็จบลงที่ขับรถเป็นเท่านั้นเอง... ใบขับขี่ รอโอกาสเหมาะๆ ก่อน ... เดี๋ยวโดดงานมาสอบใหม่...ฮี่ๆ ^^
........................................................................................................................ June 25 DrivingDriving
........................................................................................................................
ก่อนจะเมาท์เรื่องประสบการณ์หัดขับรถของตัวเองที่ผ่านมาในอาทิตย์ที่แล้ว เราได้ FWD เมล์
จาก แนน ที่ชอบใจเลยเอามาลงไว้ให้อ่านกัน (ถ้าไม่มีใครอ่าน ก็อ่านเอง จะลบเมล์ไง ไม่
อยากเก็บไว้เยอะๆ) แล้วก็เป็นผลงานอีกชิ้นของนักเขียนในดวงใจของเราคนเดิม ^^
............................................................
ในตอนจบวัน....
ผมมีประสบการณ์หาแพทย์ที่เพิ่งจบใหม่หลายครั้ง พบว่าบางทีค่ารักษากับหมอ ใหม่แพงกว่าหมอที่มีประสบการณ์ยาวนาน ทั้งที่ขัดกับหลักตรรกที่ว่า หมอที่ทำงาน ยาวนานน่าจะคิดค่ารักษาแพงกว่า เหตุผลก็เพราะว่า หมอจบใหม่บางคนเกิดอาการเกร็ง อาจเกิดความกลัววูบขึ้นมาว่า "จะเกิดอะไรขึ้นหากวินิจฉัยโรคพลาด?" เมื่อเกร็งก็เกิดความไม่แน่ใจ เพื่อความปลอดภัยต่ออาชีพของตนก็สั่งให้มี การทดสอบในห้องแล็บเพิ่มอีกหลายรายการ ยกตัวอย่างเช่นเมื่อคนไข้ท้องเสีย ก็สั่ง ตรวจดูว่าเกิดจากเชื้อโรคชนิดใด ทั้งที่คนไข้บอกว่าไม่ได้กินอาหารสกปรกอย่างแน่ นอน ผลตรวจที่ออกมาสรุปว่าท้องเสียไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค หากจากความเครียด เมื่อรวมค่าตัวของหมอใหม่ (ซึ่งไม่สูงนัก) กับค่าตรวจในแล็บและอื่นๆ รวมๆ แล้ว ก็มากกว่าที่คนไข้ควรจ่ายเมื่อรักษากับหมอที่มีประสบการณ์กว่า ครั้งหนึ่งผมเกิดอาการปวดหัวตึบๆ หมอใหม่ก็จัดการส่งผมไปสแกนสมอง ทั้งที่ผมรู้ว่า ไม่เป็นอะไรมาก "เพื่อความชัวร์" หมอว่า เมื่อเห็นใบเสร็จ ผมก็เกิดอาการปวดหัวกว่าเดิม
เพื่อนสถาปนิก-ผู้รับเหมาคนหนึ่งบอกผมว่า ในงานทุกชิ้นของเขา จะเจาะจงใช้ แต่ช่างชั้นหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช้ 'มือใหม่หัดขับ' เลย ทั้งที่ค่าแรงช่างเก่า แพงกว่า 2-3 เท่า "ทำไม?" ผมถาม เขายกตัวอย่างงานปูน ช่างปูนที่เพิ่งทำงานไม่นานค่าแรงต่อวันถูกมาก แต่ เนื่องจากยังอ่อนประสบการณ์ จึงใช้ปูนซิเมนต์เปลืองมาก ทุกครั้งที่ตักปูนมาก่อ กำแพงหรือฉาบ ปูนมักหล่นเรี่ยราด ส่วนที่ตักเกินมาก็ปาดทิ้ง กว่าจะจบงานหนึ่ง ชิ้น ต้องเสียปูนไปเกินจำเป็น ขณะที่ช่างที่เชี่ยวชาญใช้ปูนเท่าที่จำเป็นเพราะ แม่นงานกว่า เมื่อคิดรวมดูแล้ว ใช้ช่างเชี่ยวชาญถูกกว่าและได้งานที่ดีกว่า</FONT ในช่วงชีวิตของเรา ต้องพบกับการตัดสินเลือกของสองอย่างที่เลือกยาก ส่วนมากมัก มีเรื่องเงินทองมาเกี่ยว
คนส่วนมากเมื่อเจอกับการตัดสินใจดังกล่าวมักหนีไม่ค่อยพ้นสัจธรรมของ 'เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย'
ยกตัวอย่างเช่นเมื่อไปสมัครงานสองบริษัทและได้งานทั้งสองแห่ง แห่งหนึ่งให้เงินเดือนสูง แต่งานจำเจ อีกแห่งหนึ่งเงินเดือนต่ำกว่ามาก แต่งานท้าทาย
หลายคนเลือกเงินเดือนสูงไว้ก่อน เพราะมันทำให้รู้สึกว่ามีคนเห็นคุณค่าของเรามากพอ ที่ยอมจ่ายมากๆ
ในชีวิตของเรายังมีอีกหลายเรื่องที่เราต้องตัดสินใจเลือกไปทางซ้ายหรือทางขวา และเป็นการเลือกที่ยากเอาการ
จะเรียนคณะวิชาที่ทำเงินหรือคณะวิชาที่ชอบ? จะเลือกงานที่ให้เงินเดือนมากหรือเงินเดือน น้อย? จะเลือกผู้หญิงที่ความสวยหรือความเก่ง? ฯลฯ
ฝรั่งมีวลีหนึ่งที่ว่า at the end of the day หมายถึง การวัดผลในตอนจบ วัน เป็นการใช้ชีวิตโดยการมองภาพรวม จะลงทุนมากหรือน้อย จะทำงานใหญ่หรือเล็ก ไม่สำคัญเท่ากับว่า ในตอนจบวัน คุณเหลือเงินในกระเป๋าสตางค์เท่าไร แม่ค้าขายขนมครกที่ทำงานไปเรื่อยๆ ตลอดวันเมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้ว อาจจะมี เงินในกระเป๋ามากกว่าเจ้าของร้านอาหารติดแอร์ฯ ที่ถึงแม้รายได้ต่อวันจะสูงกว่า มาก แต่ค่าโสหุ้ยก็สูงเช่นกัน บางทีเมื่อวัดกันที่ 'ในตอนจบวัน' อาจทำให้เราตัดสินใจหลายๆ เรื่องได้ ง่ายขึ้น ในตอนจบวัน แฟนคุณช่วยคุณสร้างเงินหรือถลุงเงิน? ในตอนจบวัน คุณเก่งกว่า เดิมหรือเปล่า? ในตอนจบวัน คุณมีความสุขมากกว่าความทุกข์หรือไม่? และในตอนจบวัน คุณรู้สึกว่าชีวิตในวันนั้นสูญเปล่าหรือไม่? วินทร์ เลียววาริณ ............................................................
จากที่บอกว่าจะหัดขับรถให้เป็นก่อนเริ่มงานที่ PwC ... ซึ่งมีเวลาเพียง 2 อาทิตย์ นี่ก็ผ่านไปอาทิตย์หนึ่งแล้ว เลยมารายงานผล...
เราเริ่มเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ไปที่ มธ.รังสิต เพราะว่าคราวที่แล้วไปแล้วเจอว่ามีลานกว้างๆ แถวๆ ริมรั่วด้านรังสิต ข้างๆ ตึก SMEs ที่ดูเหมาะมากมาย
(เราเคยหัดอยู่ "วันนึง" !!!)
เริ่มแรก "พี่ต๊ะ" ก็ให้เราลองวนๆ แถวๆ นั้นก่อน มันเป็นพื้นหินกรวด (เรียกงี้ป่าวไม่รู้นะ) แล้วไม่มีเส้นตีอะไรเลย แบบเป็นที่ว่างๆ แล้วก็มีต้นไม้เรียงเป็นแถวไว้เท่านั้นเอง วนได้ซักพัก พี่ก็ให้ออกไปข้างนอกสนาม (ก็ใน ม. แหละ) ก็วนไปเรื่อยๆ แรกๆ ยังไม่กล้าไปแถวโรงอาหารกลาง ได้แต่วนรอบๆ นอก
วันต่อมา...วนเหมือนเดิม แต่ขากลับ พี่เค้าให้ลองวนแถวบ้านดู ก็เลี้ยวเข้าเชื้อเพลิง วนออกแถวปีนัง เข้าบ้าน...ไม่มีอะไรมาก
วันที่สาม (พฤ.) พี่เปลี่ยนให้ขับตรงปั๊มเชลล์ตอนเลยฟิวเจอร์ฯ มาแล้ว แล้วก็ไปวนข้างใน มธ. เหมือนเดิม แต่ว่า...เริ่มเบื่อฮะ ขอพี่เค้าไปที่อื่นมั่ง (แหม...วันละ 4-5 ชม. ในมธ. ไม่สนุกนะ) พี่เค้าเลยพาออกไปตรงเชียงราก ขับไปเรื่อยๆ ได้ซักพัก (ไกลพอที่จะรู้ว่าไม่มีด่านแล้ว) แล้วก็เปลียนให้เราขับมั่ง... เราก็ไปเรื่อยๆ เลยฮะ เลยกลายเป็นว่าไปถึงอยุธยาแน่ะ ไม่กล้าบอกแม่ กลัวโดนดุ...หุหุ แต่ว่าไม่มีอะไรเท่าไหร่นะ แค่มีอุบัติเหตุรถขนแก้วล้มหรืออะไรซักอย่าง ถนนเลยเบียดมาเหลือเลนเดียวเท่านั้นเอง (ไปเบียดอยู่ข้างรถเทรลเลอร์คันเบ้ง ไม่กล้าไปไหนเลยฮะ ให้พี่เค้าไปก่อนเลย)
วันศุกร์... วันนี้เลยมาไกลหน่อย เข้าปั๊ม ESSO ที่เค้าบอกว่าใหญ่ที่สุดในโลกน่ะ ไปมธ. เอง แล้วก็วนไปเรื่อยๆ ... วันนี้ไม่ได้ทำอะไรเท่าไหร่ เพราะว่าต้องรีบไปสยามเอาของกับแนน เลยแค่วนในนั้น แล้วก็ลองไปฝึกถอยตรงลานจอดรถแถวหอ (ตลาดนัด) ดู...แต่พี่เค้าคอยบอกให้นะ วันนี้ขับกลับเอง ... ไปเรื่อยๆ จำทาง จำเลนไม่ได้หรอก พี่คอยบอกว่าต้องไปเลนไหน ทางไหน ไปสยาม...เลี้ยวเข้า แล้วจะจอดรอแนน แต่รถเยอะ เลยป๊อดฮะ เปลี่ยนกันกับพี่เค้า แล้วก็กลับบ้าน แต่แวะวนซะหน่อย ทางเดิมเลย
วันเสาร์...วันนี้รถในเมืองน้อยหน่อย เลยขอขับข้างใน เพราะตอนใช้จริงก็คงอยู่ในนี้แหละ ไปไหนมามั่ง นึกไม่ค่อยออกหรอก เท่าที่จำได้ก็มีสาธร วิทยุ ... (แค่นี้ที่จำได้ -___-") ขากลับ ฝนเริ่มลงเม็ด เลยรีบเข้าร้าน...โชคดี เพราะหลังจากนั้นฝนตกลงมาห่าใหญ่เลย ... วันนี้ที่โดนดุเรื่องใหญ่ๆ เลยคือเรื่องเส้นทางคับ เพราะจำไม่ได้เลย แบบว่า...แค่ขับอย่างเดียวก็เครียดแล้ว เลยไมได้จำอะไรทั้งนั้น เอาแค่รอดไปเป็นช่วงๆ ... แล้วก็คอยถามว่า "เลนนี้นะ" "เลี้ยวไหม" "เดี๋ยวไปไหนต่อ" -_____-
วันอาทิตย์...พี่ต๊ะหยุด เลยช่วยงานที่ร้านไปเรื่อย พอช่วงบ่ายที่ "พี่อ้วน" เค้าต้องไปแมคโครเปลี่ยนของที่ซื้อผิด เราเลยได้โอกาส ขอขับรถไปส่ง (พูดจาดูดี๊-ดี -___-") แล้วก็ขออนุญาตน้าเราให้พี่เค้าฝึกให้เราต่อเลย ก็วนไปทางคล้ายๆ เมื่อวาน แต่วันนี้ไปขึ้นสะพานวงแหวนนิคมอุตสาหกรรม หรืออะไรประมาณนี้ด้วย แล้วก็ไปลาซาล (ทางลงสะพานที่ต้องโค้งเยอะๆ สนุกมากเลยฮะ...เรานี่...เบี้ยวไปมาตลอด ดีที่รถน้อยนะเนี่ย ^^ - ถ้ารถเยอะคงไม่เล่นด้วยหรอก)
จากการฝึกมา 6 วัน...พบว่า ... เรามีประสาทสัมผัสที่ช้ามากกกกฮะ ไม่ว่าจะเป็นการคืนพวงมาลัย เปลี่ยนเบรก-คันเร่ง รวมถึงการแยกซ้าย-ขวา นอกจากนั้นยังทำให้ยืนยันได้ว่าเรากลัวการเข้าใกล้รถคันใหญ่ (รถเมล์สำหรับเราก็ใหญ่แล้วนะ) ไม่ใช่แค่ตอนขับนะ ตอนนั่งก็ด้วย เพียงแต่ไม่เคยบอกใคร เพราะไม่แน่ใจเท่าไหร่ พอได้ขับเอง...มั่นใจเลยว่า..."กูกลัว!!"
เคยสงสัยมานานแล้วว่า เราเป็นคนที่ใช้เวลาพอควรเลยที่จะแยก ซ้าย-ขวา แต่ว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ต้องตัดสินใจทันที เลยไม่รู้สึกเป็นเรื่องใหญ่อะไร จนกระทั่งมาหัดขับรถ เพราะว่าเวลาพี่ทั้งสองคนเค้าบอกเราเบียดขวามากไป เราก็จะนึกว่าด้านซ้าย เลยกลายเป็นว่าเรายิ่งเบียดไปทางขวาอีก หรือเค้าบอกว่า เข้าเลนขวาเตรียมเลี้ยว เราดันเปิดไฟเลี้ยวซ้ายซะงั้น (ไม่ได้เปิดไฟผิดนะ แต่เข้าใจผิดด้าน)
ยังงงๆ กับตัวเองอยู่เหมือนกัน...
อีกอย่างคือ...การมองกระจก...ซึ่งเรา(หวัง)ว่าเราคงดีขึ้น เมื่อเรามีประสบการณ์มากกว่านี้
ส่วนเรื่องเหยียบเบรก...พยาย้าม-พยายามที่จะเบรกให้นุ่มๆ เพราะถ้าขับเป็น อยากพาผู้ใหญ่ที่บ้านไปเที่ยว...ขับกระชากๆ เค้าคงเมารถแย่ กลัวอีกต่างหาก เลยต้องฝึกให้เป็นนิสัยไว้ แต่ด้วยความที่ประสาทเราช้า...กว่าจะรู้ว่าควรเบรก แล้วต้องค่อยๆ เหยียบให้นุ่มๆ เดี๋ยวจะไปชนเค้าซะก่อน -_____-" เราก็เลยแก้โดย...เหยียบมันล่วงหน้าไกลๆ ซะเลย... ใครจะว่ายังไงก็ช่าง ปลอดภัยไว้ก่อน
อีกอย่าง...เราว่าถ้าอยู่ในเมืองนะ ถ้าเราขับรถเป็นเราคงใจกว้างน่าดูเลย... อยากแซง...เชิญครับ... ขับช้า ชิดซ้าย...ตลอด ... เอ่อ ไม่สิ รองซ้ายแล้วกัน เพราะด้านซ้ายรถจอดเยอะ... เรื่องปาด...ไม่มีตั้งใจ ยกเว้นแต่...ไม่สามารถเปลี่ยนเลนให้เป็นผู้เป็นคนกับเค้าได้ ขับเรื่อยๆ ฮะ ไม่รีบ ยังไงก็ถึง...
ตัวเองน่ะไม่เท่าไหร่ เพราะถ้าจะเกิดอะไร ก็เราทำเอง ... สมน้ำหน้าตัวเอง แต่คนที่นั่งมาด้วย จะมาเจ็บ ถลอก ขาหัก แขนหัก หรือร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต...ไม่ยอม
แต่ตอนนี้...เสียวๆ อยู่เหมือนกัน เพราะระหว่างฝึกเราว่า...พี่เค้าก็คงหายใจไม่ทั่วท้องนัก เหอะๆ
ไปดูดีกว่าว่าพี่เข้าร้านหรือยัง...จะไปเล่นต่อ (เห่อของใหม่ๆ) ^^
........................................................................................................................
June 19 !?!?!?!?!?!?
..............................................................................................................................
ตอนเด็กๆ เคยคิดว่าตัวเองเก่ง...เพราะสอบทีไรได้ที่ 1 ที่ 2 ตลอด
ไม่ได้แสดงท่าทางอวดเก่ง...แต่ในใจคิดว่าอย่างน้อยเรื่องเรียนเราก็ไม่แพ้ใครล่ะวะ
จนกระทั่งเริ่มเรียนพิเศษ COS ที่สยาม เตรียมสอบเข้าเตรียมอุดมฯ พญาไท
ถึงรู้ว่าความเก่งของตัวเองเนี่ย ช่างน้อยเสียกระไร แล้วยังคิดว่าตัวเองเก่งอยู่ได้
เพราะเพื่อนในห้องนั้น แต่ละคน...เก่งกว่าเรามากนัก
เริ่มทำใจไว้แล้ว... พอสอบมหิดลวิทยานุสรณ์ได้ เลยไม่อยากเข้าเตรียมฯ เพราะรู้สึกว่าระยะห่างจะเยอะเกินไป
(ไม่ได้ว่ามหิดลฯ ไม่เก่งนะ เป็นแค่ความคิดตอนนั้น)
แต่พอรู้ว่าคงขัดที่บ้านไม่ได้แน่ๆ ก็เตรียมตัวไว้แล้ว
แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ...
จากที่เคยสอบได้เป็นลำดับต้นๆ ของห้อง กลายเป็นกลางๆ ไปในบัดดล
ก็ไม่ซีเรียสอะไร ถือว่าเราทำดีที่สุดแล้ว (เท่าที่ความขยันจะอำนวย!!)
แต่ทำให้เรารู้ว่า...เมื่อเทียบกับคนอื่นแล้ว เรายังห่างไกลนัก
จากที่เคยทำตัวเป็นน้ำค่อนแก้ว...ก็ลดระดับน้ำในแก้วลงมาหน่อย เปิดรับอะไรใหม่ๆ มากขึ้น
แต่ตอนนี้ ระดับน้ำรู้สึกจะกลับมาเต็มอีกแล้ว...จนล้นไปเลยทีเดียว
ด้วยความคิดที่ไม่ตรงกัน แล้วก็ความเชื่อมั่นในความคิดของตัวเอง ทำให้ไม่อยากฟังคำแนะนำจากคนอื่น
ถึงรู้ทั้งรู้ว่าเขาหวังดีกับเรา
ตอนเด็กๆ คิดว่าตัวเองเก่ง แต่ไม่ได้อวดเก่ง
แต่พอโตมา...รู้ทั้งรู้ว่าไม่ได้เก่งอะไรเลย เมื่อเทียบกับสังคมในโลกกว้างๆ ใบนี้...แต่ดันอวดเก่ง ไม่ฟังใคร
ไม่ว่าจะเรื่องอะไร...ดูตัวเราเองจะไม่อยากฟังไปซะทั้งนั้น
ไม่ฟังไม่พอ...ดันไปต่อต้านเขาเสียอีก
รู้ทันความคิดตัวเอง ว่าคิดอะไรอยู่ และที่คิดน่ะ ควรหรือไม่ควร
แต่ดันรู้ไม่ทันการกระทำของตัวเอง แม้จะรู้ว่าอาการที่แสดงออกไปน่ะ ไม่ดี แต่ก็ห้ามไม่อยู่
การที่ถูกคาดหวังอะไรหลายๆ อย่างไว้...เรากลับไปค้านว่า จะเอาอะไรกันนักหนา เวลาก็มีอยู่แค่นี้
แต่พอทบทวนดูแล้ว...
ด้วยเวลาเท่ากัน เพื่อนเราก้าวไปไกลกว่าแค่ไหน ใช้เวลาคุ้มค่ามากกว่าแค่ไหน
นึกแล้วก็ละอายใจ ที่วันๆ เสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระ, เรื่องของตัวเองมากเกินไป
บางทีที่เราเคยดูถูกตัวเองไว้ (แต่ไม่สำนึก) อาจจะถูกก็ได้...
แกน่ะ คิดสั้น เห็นแก่ตัวไปหรือเปล่า!?
..............................................................................................................................
June 18 บุญคุณกับกตเวทิตาบุญคุณกับกตเวทิตา
..............................................................................................................................
หนังสือพิมพ์ San Francisco Chronicle วันพุธที่ 14 ธันวาคม 2005 รายงานว่า ปลาวาฬตัวหนึ่งติดเชือกของชาวประมงห่างจากฝั่ง ซาน ฟรานซิสโก ราว 18 ไมล์ เป็นปลาวาฬตัวเมียยาวราว 45 - 50 ฟุต หนักราว 50 ตัน ว่ายแถวเส้นทางฝั่งแคลิฟอร์เนียเหนือกับ บาฮา แคลิฟอร์เนีย ใกล้หมู่เกาะฟาแรลลอน มันติดเชือกไนลอนที่โยงระหว่างข้องจับปู เชือกเหล่านั้นยาวราว 240 ฟุต มีตัวถ่วงน้ำหนักทุกหกสิบฟุต เชือกนั้นรัดตัวปลาวาฬหลายรอบที่หาง หลัง และครีบหน้าซ้าย เชือกอีกเส้นหนึ่งคาดที่ปาก รัดลำตัวของมันแน่น น้ำหนักถ่วงดึงร่างปลาวาฬลงน้ำ ชาวประมงเห็นภาพนั้นเข้า ก็ระดมกำลังทั้งชาวบ้านและนักดำน้ำไปช่วยเหลือมันอย่างแข่งกับเวลา เพราะหากมันถูกถ่วงลงน้ำนานเกินไป จะตายเพราะขาดอากาศ พวกเขาดำน้ำลงไปดูสภาพ พบว่าเชือกรัดร่างมันแน่นจนเป็นรอย ทางเดียวที่จะช่วยชีวิตมันได้ คือดำลงไปในน้ำแล้วตัดเชือกที่รัดมันอยู่ แต่เป็นงานอันตรายอย่างยิ่ง เพราะเพียงแค่ขยับครีบเบาๆ ความใหญ่ของมันก็สามารถฆ่าคนที่ไปช่วยมันได้ง่ายดาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันอยู่ในสภาพตื่นตระหนก อย่างไรก็ตาม ฝ่ายมนุษย์กลุ่มนั้นก็ไม่หวั่น พวกเขาดำน้ำลงไปใช้มีดโค้งตัดเชือกที่รัดมันทีละเส้นๆ พวกเขาใช้เวลาตัดเชือกนานหลายชั่วโมง ในที่สุดก็สำเร็จ ร่างของปลาวาฬหลุดออกมาจากกับดักได้ ชายนักดำน้ำคนหนึ่งเล่าว่า ขณะที่เขาช่วยตัดเชือก นัยน์ตาของปลาวาฬก็จับมองคนที่กำลังช่วยมันเป๋ง เมื่อมันเป็นอิสระ มันว่ายน้ำวนหลายรอบ ใช้ปากแตะคนที่ช่วยมันแต่ละคน หนึ่งในนักประดาน้ำผู้ช่วยเหลือปลาวาฬบอกว่า “ท่าทางมันเหมือนหมาที่ดีใจที่เจอเจ้าของ” เขาว่า “ผมรู้สึกเหมือนกับว่ามันกำลังขอบคุณเรา มันรู้ว่ามันเป็นอิสระเพราะเราช่วยมัน... มันหยุดราวหนึ่งฟุตจากผม ผลักไสผมเล็กน้อย และดูจะสนุกกับการกระทำนั้น” การแสดงออกถึงความรู้สึกในสัตว์เป็นเรื่องที่ฟังดูแปลก แต่เกิดขึ้นอยู่เสมอ สัตว์หลายชนิดมีความรู้สึกไม่ต่างจากมนุษย์ ปลาวาฬเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่มีพัฒนาการในการสื่อสารดีเยี่ยม พวกมันสื่อสารด้วยการใช้เสียง เสียงนั้นเดินทางฝ่ามหาสมุทรได้ไกลเป็นพันกิโลเมตร ภาษาของมันก็คือเสียง ที่น่าทึ่งก็คือ แม้แต่สิ่งมีชีวิตต่างสายพันธุ์ยังพยายามสื่อสาร ‘ขอบคุณ’ มนุษย์ที่ช่วยชีวิตของมัน คำขอบคุณไม่ว่าแสดงออกมาจากสัตว์หรือคน ล้วนมีความหมาย มนุษย์เราสื่อสารกันได้มากกว่าการใช้ภาษา แต่น่าแปลกที่หลายคนไม่เคยพูดจากับพ่อแม่ของตน ไม่เคยถามสารทุกข์ ความรู้สึกของพ่อแม่ ดอกไม้ในวันแม่เป็นสิ่งสวยงาม แต่การสนทนากับผู้บังเกิดเกล้า ถามทุกข์สุขและความรู้สึกของพ่อแม่มีค่ากว่าดอกไม้หลายเท่า ความกตัญญูเป็นสิ่งที่ดี แต่กตัญญูกับกตเวทิตาต่างกันเล็กน้อย กตัญญูคือรู้คุณ กตเวทิตาคือสนองคุณ รู้จักบุญคุณคนเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องบอกเขาให้ทราบด้วย (พิมพ์ครั้งแรก : เปรียว พฤษภาคม 2550) วินทร์ เลียววาริณ www.winbookclub.com 16 มิถุนายน 2550 ----------------------------------------------------
คมคำคนคม
Happiness cannot be traveled to, owned, earned, worn or consumed. Happiness is the spiritual experience of living every minute with love, grace, and gratitude. ความสุขไม่อาจเกิดได้จากการเดินทางไปถึง การเป็นเจ้าของ การหามา การสวมใส่ การเสพ ความสุขเป็นประสบการณ์ทางจิตด้วยการมีชีวิตทุกๆ นาทีกับความรัก ความสุภาพ และความซาบซึ้งจากการรู้คุณ Denis Waitley เดนิส เวทลีย์ นักเขียน นักพูด ----------------------------------------------------
อ่านแล้วโดน...เลยเอามาลงไว้คับ
วันนี้ชีวิตไร้สาระมากๆ ถึงมากที่สุด :P งานคอมพ์มาร์ทจบไปแล้ว ครั้งนี้เดินแค่สองวัน แล้วก็เดินอย่างมีจุดประสงค์ด้วย รู้ว่าจะซื้ออะไร เดินไปหา ใช้เวลาเลือกเล็กน้อย เดินกลับ ... ช่วงนี้ไม่รุ้เป็นไร อาจจะเป็นเพราะอากาศร้อน เลยทำให้แพ้คลื่นมหาชนสุดๆ อ่ะ แบบเจอคนแล้วมึน ปวดหัว หงุดหงิด เลยไม่ไปมันซะเลย
ช่วงที่ว่างตอนนี้ ทีแรกกะเตรียมอ่านหนังสือสอบ CPA แต่ว่าทุกอย่างผิดแผนฮะ เกิดปัญหานิดหน่อยจากความเกรงใจ และความเข้าใจผิด เลยทำให้หมดสิทธิ์ใช้คะแนนสอบคราวนี้ไป ดังนั้น เจอบัญชีแยกสองตัวเป็นที่แน่นอนแล้ว และหนึ่งในนั้นที่เค้าว่ากันว่าเน้นต้นทุน คงเป็นตัวหินของเราตามเคย เรียนทุกปีเป็นอย่างนี้ทุกปี -__-"
เสียดายเหมือนกัน เพราะทีแรกดูเหมือนว่าเรื่องเวลาเก็บชม.เราจะล้ำหน้าเพื่อนๆ ไปหน่อย (ไม่ได้อะไรมากหรอกนะ แค่ถ้าจะเลิกทำเราก็จะออกได้เร็วกว่าเพื่อนปีนึง...แหะๆ) แต่กลายเป็นว่าเราต้องเริ่มนับใหม่เลยตอน กค.50 เลยทำให้ยืดออกไปอีก แต่ที่ผ่านมาที่ไปทำเรื่องนู่นนี่ จะเรียกว่าเสียเวลาเปล่าก็ไม่เชิง เพราะปัญหาต่างๆ ที่เกิดทำให้ตอนนี้เรารู้รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้มากขึ้น แม้ว่ามันคงไม่เกิดประโยชน์อะไรกับเราอีกแล้ว แต่ถ้ามีใครมีปัญหาเราก็คงพอตอบคำถามได้ไม่มากก็น้อยแหละ ถือเป็นความรู้ประดับตัว...เหอะๆ -*-
ตอนนี้ได้สถิติใหม่แล้วคับ เพลงที่เราบ้านานที่สุด Way back into love & พื้นที่เล็กๆ ... ฟังมันอยู่นั่นแหละ ... ชอบใจมากมายอ่ะฮะ
ไปละ...รักษาสุขภาพนะเพื่อนๆ.. ^^
..............................................................................................................................
June 16 All I wanna doAll I wanna do
..............................................................................................................................
มีเวลาสองอาทิตย์... ก่อนเริ่มงาน (อีกครั้ง)
คิดไว้ว่าจะทำเรื่องต่อไปนี้ให้ได้... ส่วนจริงๆ แล้วจะได้ไหม เดี๋ยวปลายเดือนมาดูกัน...
- ขับรถให้คล่อง และถ้าเป็นไปได้...ไปสอบใบขับขี่ด้วยซะเลย
- เคลียร์เรื่องรายการอาหารของที่ร้านให้เสร็จ
- พยายามตื่นเช้าให้ได้...เพราะเดี๋ยวจะไปแย่ตอนทำงาน แล้วก็เผื่อจะซื้อกล้อง จะได้ไปลองของด้วย...อิอิ
- ลดน้ำหนักฮะ ... อาทิตย์ที่ผ่านมา กินยังกับไปติดเกาะที่ไหนมา แล้วไม่ได้กินอะไรเลย -____-"
สี่อย่างพอละ...เยอะแยะ เดี๋ยวไม่มีปัญญา
อ้อ...อย่างสุดท้าย อันนี้ได้หรือไม่ ขึ้นกับว่าแม่จะอนุญาตหรือเปล่า...
อยากไปเที่ยวปล่อยผีซักพักจัง ... แต่ไม่ได้ก็ไม่เป็นไรนะ...
ถ้าขับรถเป็นเมื่อไหร่ แล้วมีวันหยุดซัก 3-4 วันติดล่ะก็... เสร็จกรู...หึหึ
เฮ้อ... น่าจะเกิดมาเป็นผู้ชายนะเรานี่ -_____-"
..............................................................................................................................
June 15 The last day with EYThe Last Day with EY
..............................................................................................................................
พรุ่งนี้แล้ว...วันสุดท้ายที่จะทำงานกับ EY...
รู้สึกเศร้านิดๆ เหมือนกัน เพราะเหมือนไปรอบนี้เริ่มเข้ากับบรรยากาศได้
(ที่จริงอาจเป็นเพราะว่าเข้าแค่ทีมเดียว คนน้อยหน่อย แค่ 7-8 คนเอง)
ต้องเข้าออฟฟิศไปคืนโน้ตบุ้คให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยเข้าไปทำงานต่อ
ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องใช้เวลานานไหม...
อ่อ...ต้องส่ง Timesheet ให้เจน-จอยก่อนด้วย (ห้ามลืมๆ ^^)
วันนี้กินเยอะแยะมากมาย ไม่รู้เป็นอะไร ทั้งๆ ที่ท้องอื๊ด-อืด แต่ก็กินไม่หยุด
แบบ...สองวันรวมกันยังไม่เท่าวันนี้วันเดียวเลย -______-"
วันนี้เจอพี่มือเบส กับมือกีต้าร์ วง CLASH ด้วยแหละ...
พี่ๆ กับแฟนๆ วงแคลชอย่าเพิ่งเคืองล่ะ ถ้าจะบอกว่า...เราจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าใคร...
ไม่มีแววดาราติดเลยฮะ ... ดีที่ตอนนั้นคนลงมาเยอะๆ หน่อย เลยทำให้ต้องใช้เวลานึกเล็กน้อยว่า...ดาราหรือเปล่า?
ถ้าเป็นปกติล่ะก็...ผ่านตาไปเลยอ่าคับ... และในที่สุด ก็นึกออกจนได้
วันนี้ตบกระเป๋าตังค์มาได้ใบหนึ่ง จากตลาดนัดหลังตึกแกรมมี่... 350 บาท -*-
ใครว่าไงไม่รู้ แต่เราว่าแพงอ่ะ...เริ่มรู้สึกเสียดายเงิน
นับแต่นี้ไปจะพยายามประหยัด...เพราะว่าจะเก็บตังค์ซื้อกล้องคับผม...แม้ว่ายังเลือกรุ่นไม่ได้ก็เหอะ
ลังเลอยู่สองตัง Fuji S5600 หรือ S6500fd ดีหว่า?
ใครเชี่ยวเรื่องนี้...จะมาให้คำแนะนำก็ไม่ขัดศรัทธาฮะ
(ที่ยังสงสัยอีกเรื่องคือ...แล้วกรูจะใช้คุ้มมะ?)
14-17 มิย. นี้ มีงาน Commart ที่ศูนย์ประชุมฯ นะคับ...
วันนี้ไปเดินกับพี่เหมียวมา...โดยแบก Dell ของ EY ในกระเป๋าออริจินัลไปด้วย...พร้อมเดินตลอดงานด้วยส้นสูง
เดินกลับบ้านอีก... (เดินไปขึ้นรถเมล์...ไกลกว่า!!)
เกือบตายเอาล่ะคับ...เมื่อยไหล่...เมื่อยเท้า
แต่ตอนเดินดันไม่รู้สึก...มัวแต่มองซ้าย มองขวา ด้วยความตื่นตาตื่นใจ
แล้วก็ต้องปลอบใจตัวเอง...
เพราะตอนนั้นซื้อ Flash Drive 128MB ในราคาที่แพงกว่า 1GB ตอนนี้
เพราะตอนนั้นซื้อ Notebook ที่มีราคาแพงกว่า 2 เท่า ในประสิทธิภาพเพียงครึ่งเดียว
เพราะตอนนั้นซื้อ MP3 Player ที่แพงกว่า MP4 Player
เพราะ... เพราะ... เพราะ...
แล้วก็ทำใจได้...ทุกสิ่งล้วนอนิจจัง... ไม่มีอะไรเที่ยงแท้ เวลาผ่านไปของก็เก่า ราคาก็ตกไปตามธรรมดา...
แต่...ทำใจไม่ได้ว่ะ เห็นแล้วเศร้า...อยากได้เครื่องใหม่ (หึหึ)
เจอ "เหมียว" กับ "สมชายน้อย" ด้วย...ส่งเมล์ไปบอกให้ยัย Napmos อิจฉาเล่นเรียบร้อยแล้ว...
แต่เราก็งั้นๆ แหละ ... จะดีใจกว่านี้มาก (เหรอ?) ถ้าเป็น "เมียวโจ้"
(กะแล้วเชียว ออกจ๊อบก็ไม่เจอแล้ว เดี๋ยวออกไปโอกาสเจอก็น้อยลงอีก...วะฮะฮ่า...เราจะหลุดจากวงจรซะที!!)
แสบตาแล้วคับ...ไปอาบน้ำนอนดีกว่า...ง่วงมากมาย -_____- zZzz
ฝันดีทุกคนค่า
..............................................................................................................................
June 10 Meeting TU 843 #28.5Meeting TU 843 #28.5
..............................................................................................................................
วันนี้วันเสาร์ ที่ 9 มิถุนายน 2550 ... เป็นวันสำคัญอีกวันที่รอมานานนนนนนมากกกกกกก...
จะได้เจอเพื่อนๆ 843 ซะที ^^ หลังจากไม่ได้เจอกันนาน ... บางคนก็ 5 ปีแล้ว (มอหกก็ไม่เจออ่ะ)
เรานัดกัน "เที่ยง" Holy Pizza โดยจุดเด่นตรงนั้นที่บอกเพื่อนๆ ไปคือร้าน "Art Hair"
บอกไปแล้วก็เพิ่งมาคิดได้ว่า...แล้วผู้ชายมันจะรู้จักมั้ยวะ !!! แต่สุดท้าย เพื่อนๆ ก็คลำทางกันมาจนถูกล่ะน่า (อิอิ)
เรานัดเวลา กะว่าเพื่อนมาช้ากันแน่ๆ เลยนัดซะเร็วเลย
เราไปถึงประมาณ 12.02 น. ปรากฏว่าแตงมาถึงแล้วครับ แล้วรู้จากพี่ที่ร้านว่า บีมเข้ามาก่อนหน้านี้ แล้วเดินออกไปแล้ว
ทำไมมาเร็วกันจริงๆ... -_________-" (นี่เราว่าเรามาเร็วแล้วนะ...ปกติเลทหนึ่งชั่วโมงตลอด...แหะๆ)
แต่ใช่จะเป็นอย่างนั้นทุกคนคับ...เพราะเป็นไม่กี่คน >.< ที่เหลือก็ทยอยๆ กันมาเรื่อยๆ ก็สั่งกินกันไปเรื่อยๆ
แต่...มาช้ายังดีกว่าไม่มา...เนอะ ^.<
น่าตกใจว่า...เพิ่งรู้ว่าห้องเรากินกันเก่งขนาดนี้ ทั้ง ช-ญ เลย...ถาดพิซซ่าลงเป็นหมดอ่ะฮะ พาสต้าก็ไปไวไม่เบา
ขนาดพนัสโทรมาบอกว่าช่วยสั่งอะไรไว้ก่อน เพราะหิวมาก... เราสั่งเตรียมรอไว้เลยนะ พิซซ่า 1 ถาด...
แล้วมันก็มาก่อนพนัสมาไม่ถึง 5 นาที... พอนัสมาถึง...ไม่มีอะไรให้กินแล้วครับ !!!
นี่พวกเรากิน หรือว่าอะไร...รวดเร็วมากมาย (O_o)"
งานนี้มีเพื่อนๆ ไปที่ร้าน 29 คน ตามด้วย "จ๋า" มาสมทบอีกคนตอนไปถ่ายรูปกันที่ รร.เตรียมฯ
ต่อด้วยคาราโอเกะ จากนั้นก็แยกย้ายกันกลับบ้าน (ค่ำพอดี)
-------------------------------------------------------------------------------------
ความประทับใจงานครั้งนี้ นอกจากเพื่อนๆ ที่มากันเยอะเกินความคาดหมายแล้ว
ยังประทับใจในความ "เหมือนเดิม" ของเพื่อนๆ
ประทับใจในความทรงจำที่เคยมี รวมทั้งเรื่องราวในวันนี้ด้วย
หลังจากเริ่มเข้าสู่วัยทำงาน สังคมเปิดกว้างขึ้น เจออะไรมากขึ้น
แล้วก็รู้สึกว่าบางทีเวลามันผ่านไป เร็วกว่าจิตใจของเราที่เติบโตขึ้นหรือเปล่า
บางครั้งเรายังอยากทำตัวบ้าๆ ทำอะไรหลุดจากกฎเกณฑ์ บ๊องๆ ไปตามเรื่อง
บางครั้งยังอยากทำตัวเด็กๆ เถียงกันเรื่องเด็กๆ แย่งของกินกันเหมือนเด็กๆ
แต่ดูเหมือนจะไม่ควรเท่าไหร่ เมื่อเราอยู่ในที่ที่เค้า (อาจจะ) คาดหวังเราไว้มากกว่านี้...
คิดแล้วก็นึกถึงเพลงของพี่บอย ตรัย เพลง "พื้นที่เล็กๆ"
ในอนาคต ไม่รู้ว่าพื้นที่เล็กๆ ของเราจะไปอยู่ตรงไหน
ยิ่งแก่ไป ตำแหน่งของพื้นที่นี้อาจจะเปลี่ยนแปลงไปก็ได้ (คงบ้าเท่าเด็กๆ ไม่ไหวแล้ว -__-")
แต่วันนี้ เราเจอพื้นที่เล็กๆ ของเราแล้ว ได้ใช้เวลากับมันเต็มที่ และอยากบอกว่าสนุกเป้นบ้าเลย
-------------------------------------------------------------------------------------
อัพเดทเรื่องราวช่วงนี้ฮะ...
- อดสอบ CPA ครั้งนี้ เนื่องจากชม.การทำงานขาดช่วงฮะ (2 อาทิตย์เองง่า...)
- หนัง 'พลอย' ใครดูแล้วมาถกกันหน่อย...งงหลายประเด็นเลย (pantip จ๋า...)
- พรุ่งนี้ Ocean 13 พร้อมขนหนังสือของสภาฯ ไปให้เพื่อนๆ ซีร็อกซ็ฮะ (แมร่ง...มาหารค่าหนังสือกะกูเลย...กูซื้อพันหนึ่ง มึงซีร็อกซ์สามร้อย >.<)
- ตามตารางแล้ว ถ้าอยู่ต่อไป เจอจ๊อบเดิมจนจบ Q3 เลยคับท่าน...ดีแล้วกรู ที่ชิ่งออกก่อน -__-" (กรูว่าคงยาวถึง Y/E อ่ะ)
- แสบตามากมาย ใครรู้วิธีดูแลบอกกันหน่อย...อยู่ห้องแอร์ทีไรแสบตาตลอด (แล้วทำงานห้องแอร์ทั้งวัน -_-") หรี่ตาจนตาหยีแล้วเนี่ย
- ง่วงฮะ เหนื่อยคับ อัพรูปแล้วจะไปนอนละฮะ...ฝันดีคับเพื่อนๆ ทุกคน
..............................................................................................................................
June 05 ไปเที่ยวที่...EY Outing
..........................................................................................................
หลังเมื่อวานเข้ามาบ่น...วันนี้จะเข้ามาเล่าสู่กันฟังว่าไปเที่ยวไหน แล้วแต่ละที่มีอะไรน่าสนใจบ้าง
ทันทีที่เดินทางถึงจุดหมาย ได้เวลาอาบน้ำ พักผ่อน ทานอาหารเช้าซักพัก
ก็ออกเดินทางไปต่างประเทศทันที (ลาว!!! - ไกล้-ไกล)
สถานที่แรกที่เราไปก็คือ... "พิพิทธภัณฑ์พระธาตุหลวง"
เป็นวัดสำคัญคู่บ้านคู่เมืองเวียงจันทน์ สัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของเมืองนี้ โดยบริเวณด้านหน้าขององค์พระธาตุนั้นเป็นที่ประดิษฐานอนุสาวรีย์พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ผู้ทรงโปรดให้สร้างพระธาตุนี้ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๑๐๙ โดยสร้างครอบองค์พระธาตุศรีธรรมาโศกเดิม ซึ่งเป็นพระธาตุเก่าแก่ตั้งแต่ยุคอาณาจักรศรีโคตรบอง มีอายุร่วมสมัยกับพระธาตุพนมในบ้านเรา ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ทั้งได้สร้างพระธาตุองค์เล็กล้อมรอบอีก ๓๐ องค์ และตั้งชื่อพระธาตุที่สร้างขึ้นใหม่ว่า พระธาตุโลกจุฬามณี แต่ชาวบ้านทั่วไปนิยมเรียกขานว่า ธาตุหลวง และถือเป็นศาสนสถาน คู่เมืองเวียงจันทน์มายาวนานกว่า 400 ปี เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธแถบลุ่มน้ำโขง โดยชาวบ้านจะร่วมกันจัดงานสมโภชน์องค์พระธาตุในเดือนธันวาคมของทุกปี
ที่ต่อมาก็เป็น... "อนุสาวรีย์ประตูชัย"
สร้างโดยรัฐบาลฝรั่งเศส เมื่อปี พ.ศ. 2512 โดยความตั้งใจแรกเริ่มเพื่อให้เป็นอนุสรณ์แห่งการครอบครอง แต่ยังไม่ทันก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ ประเทศลาวก็ได้ประกาศอิสรภาพเสียก่อน รัฐบาลลาวและประชาชนจึงพร้อมใจกันขนานนามสิ่งก่อสร้างนี้ว่า "อนุสาวรีย์แห่งชัยชนะ" และเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานสำหรับผู้เสียชีวิตในการต่อสู้เรียกร้องเอกราชจากฝรั่งเศส และไม่ได้ทำการก่อสร้างต่อให้เสร็จสมบูรณ์แต่อย่างใด เสมือนว่าตั้งใจปล่อยทิ้งไว้ให้เป็นอนุสรณ์แห่งความพ่ายแพ้ของเจ้าอาณาริคมมาจนปัจจุบัน รูปลักษณ์ภายนอกดูคล้ายคลึงกับ Arc de Triomphe หรือประตูชัยแห่งกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส แต่ลวดลายปูนปั้นภายใน กลับตกแต่งด้วยศิลปะลาวอย่างวิจิตรงดงาม ส่วนชั้นบนของประตูชัย สามารถเดินขึ้นไปชมทัศนียภาพ เมืองเวียงจันทน์ได้ในมุมสูง ประตูชัยคงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในฝันของชาวลาว เพราะเราเห็นชาวลาวจำนวนมาก เดินทางมานั่งเล่นพักผ่อนหย่อนใจที่นี่ พร้อมถ่ายรูปเป็นที่ระลึก อย่างในวันที่ไปซึ่งเป็นวันเด็กแห่งชาติ ก็มีการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่นี่เหมือนกัน
นอกจากนั้น ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับประตูชัยว่า ใครได้เดินผ่านประตูชัย ไม่ว่าจะทำอะไรก็จะได้รับชัยชนะในทุกๆ สิ่ง (แต่เราไม่ได้เดินง่ะ -____-")
สถานที่แห่งที่สามคือ... "พิพิทธภัณฑ์หอพระแก้ว"
สถานที่ประฐาน " พระแก้วมรกต " ในสมัยที่อัญเชิญมาจากเมืองหลวงพระบางเพื่อหลบภัยจากกองทัพพม่า ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก จะโปรดให้อัญเชิญมายังกรุงธนบุรี ดังนั้นปัจจุบันจึงเหลือแต่เพียงแท่นประดิษฐานเท่านั้น หอพระแก้วแห่งนี้สร้างขึ้นโดยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ในปี พ.ศ. 2094 ซึ่งเป็นช่วงที่ย้ายเมืองหลวง จากหลวงพระบางมายังเวียงจันทน์ ปัจจุบันหอพระแก้วเป็นพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงโบราณวัตถุ ซึ่งรวบรวมจากหลายแหล่ง มีทั้งที่เป็นศิลปะขอม ศิลปะลาว และศิลปะไทย ภายในนั้นผู้เข้าเยี่ยมชมไม่ได้รับอนุญาตให้ถ่ายรูป ภายในส่วนใหญ่จะเป็นพวกศิลาจารึก พระพุทธรูปเก่าแก่ เครื่องถ้วยชามหม้อไหต่างๆ รวมถึงพระประธานองค์ใหญ่ที่ประดิษฐานอยู่ภายใน
หอพระแก้ว ตั้งอยู่บริเวณถนนไชยเชษฐา ติดกันกับ "หอคำ" ซึ่งเคยเป็นที่พำนักของประธานประเทศคนที่สอง (ท่านหนูฮัก พูมิสะหวัน)
สถานที่ต่อมาที่เราได้ไปเยี่ยมชมก็คือ... "วัดเจ้าแม่ศรีเมือง"
เป็นสถานที่ประดิษฐานเสาหลักเมืองนครเวียงจันทน์ ภายในวัดมีปรางค์กู่ ศิลาแลง แสดงถึงหลักเขตแดนสุดท้ายของอาณาจักรขอมที่แผ่อำนาจ มาปกคลุมดินแดนทางตอนเหนือ วัดศรีเมืองตั้งอยู่ ณ สามเหลี่ยมก่อนจะเข้าเวียงจันทน์ ปลายสุดของถนนท่าเดื่อ - เวียงจันทน์ บรรจบกับถนนสามแสนไทย และถนนไชยเชษฐา บริเวณสามเหลี่ยมจะมีพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระเจ้าสว่างวัฒนา เจ้ามหาชีวิตองค์สุดท้ายของลาวก่อนจะเปลี่ยนแปลงการปกครองตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ (อันนี้ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่ารถจะผ่านด้วย แต่ไม่ทันได้เก็บภาพไว้)
หลังจากนั้นเราก็ไปต่อกันที่ "Duty Free Shop"
อันนี้ไม่ขอพูดมาก เพราะเรื่องช้อปปิ้งคงอยู่ในสายเลือดกันอยู่แล้ว แต่ที่น่าสนใจคือของแบรนด์เนมที่นี่ถูก ถึง ถูกมาก แต่ว่าเราว่าคงขึ้นกับความสามารถของสายตาแต่ละคนด้วยที่จะดูออกหรือไม่ว่าของจริง หรือของก๊อป(โคด)เหมือน รวมทั้งขนมต่างๆ ที่หาได้ตามตลาดปีนังบ้านเรา แต่ในราคาที่ถูกกว่า รวมถึงเบียร์ยอดฮิตของทริปนี้ คือ "เบยลาว" ที่เราก็คว้ากลับมาแพ็คหนึ่งด้วย
แต่ของก๊อปแน่ๆ 1000% เลยก็คือ "มือถือ" ครับ คิดว่าคงเอาเข้ามาจากพวกจีนแดง (ข้อมูลเพิ่มเติมหาอ่านได้ตามหนังสือมือถือทั่วไป หรือ www.x-raymobile.com) ที่มีโอกาสได้เห็นจริงๆ และก็เป็นอย่างที่เค้าว่าด้วย บางรุ่น NK ของแท้ยังไม่มีเลยครับ (N96i หรือไงเนี่ยแหละ) แล้วก๊อปได้เหมือนมาก มองด้วยหางตา เหลือบแว้บๆ ยังรู้ว่าของปลอม คิดดูละกัน!!!
(ข้อมูลจาก : http://www.nairobroo.com และ http://www.geocities.com/nk_tour2000/laos/vte/interest.html)
(รูปประกอบเพิ่มเติม : http://www.pantip.com/cafe/gallery/topic/G2500625/G2500625.html) และด้วยเวลาที่เหลือ เราก็ได้แวะอีกหนึ่งที่ก่อนจบการเดินทางวันแรก... "ศาลาแก้วกู่" คับ
ศาลาแก้วกู่ หรือที่ชาวหนองคายเค้าเรียกกันว่า "วัดแขก" นั้นตั้งอยู่ห่างจากอำเภอโพนพิสัยไปประมาณ 7 กม. โดยคำว่า "ศาลาแก้วกู่" นั้นหมายถึง เมืองอมตะแก้วกู่มหานิพพาน หรือ แดนแห่งการหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง ตั้งอยู่ในชุมชนสามัคคี อำเภอเมือง จ.หนองคาย อยู่บ่นพื้นที่ 42 ไร่ โดยศาลาแก้วกู่นั้นสร้างขึ้นโดยการนำของ “ปู่บุญเหลือ สุรีรัตน์” หรือ “ปู่เหลือ” (พ.ศ. 2476 – 2539) ซึ่งมีประวัติชีวิตและผลงานอัศจรรย์ เกินกว่าจะประมวลได้ จึงขอเก็บความจากหนังสือ “ศาลาแก้วกู่” ฉบับ พ.ศ. 2550 พิมพ์ครั้งที่ 3 มาไว้พอสังเขป
“เมื่อนางคำปลิว สุรีรัตน์ (พี่สาวคนโต) ชาวหนองคาย แต่งงานได้ระยะหนึ่งก็ฝันว่ามีชีปะขาวนำนาคมรกตมามอบให้ แต่บอกว่าอีก 7 เดือนค่อยไปรับมาเป็นของตน ต่อมาแม่ตั้งท้องลูกคนที่เจ็ดในวัยสูงอายุและหมดประจำเดือนแล้ว และคลอดเมื่ออายุครรภ์ได้ 7 เดือน ทุกคนจึงเชื่อว่าเป็นไปตามนิมิตในฝัน นางคำปลิวและสามีจึงรับน้องชายมาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมตั้งแต่แรกเกิด ด.ช.บุญเหลือชอบเข้าวัดมาแต่เด็ก พออายุได้หกขวบนางคำปลิวเสียชีวิตลง สามีนางคำปลิวมีภรรยาใหม่ ด.ช.บุญเหลือจึงกลับไปอยู่กับพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด แต่มักขัดขวางห้ามปรามผู้ใหญ่ในทางบาปต่างๆ จึงไม่เป็นที่รักใคร่ของญาติพี่น้อง ครั้นอายุ 12 ปี ทนความกดดันรอบข้างไม่ไหว จึงหนีออกจากบ้านรอนแรมไปจนพบสำนักอาศรมแก้วกู่ในเขตแดนลาวและได้ฝากตัวศึกษาเล่าเรียนปฏิบัติธรรมอยู่กับพระมุนีที่นั่น จนอายุครบ 20 ปี พระมุนีจึงให้ออกจากสำนักไปจาริกแสวงบุญโปรดญาติโยมทั้งใกล้และไกล เมื่ออายุ 30 ปี จึงได้กลับมาปรนนิบัติตอบแทนคุณในวาระสุดท้ายของชีวิตพ่อแม่ ก่อนแม่สิ้นบุญในปี 2507 ได้มอบที่ดิน 8 ไร่ ณ บ้านเชียงควาน เมืองท่าเดื่อ เวียงจันท์ ไว้เป็นมรดก
ปี พ.ศ. 2513 ปู่เหลือได้พัฒนาที่ดินดังกล่าวสร้างเป็น “ปูชนียสถานเทวาลัยอย่างมหึมา” พุทธศาสนิกชนทั้งในภาคพื้นยุโรปและเอเชียเลื่อมใสมาก แต่เมื่อเกิดเหตุวิกฤตในราชอาณาจักรลาวเมื่อปี พ.ศ. 2518 หลวงปู่จึงพาลูกศิษย์ข้ามโขงมา และรวมกันจัดตั้งเป็น “พุทธมามกสมาคมจังหวัดหนองคาย” โดยกรมการศาสนารับรองให้ในปี พ.ศ. 2519
ปี พ.ศ. 2521 สานุศิษย์ได้จัดซื้อที่ดินราว 41 ไร่ ในเขตบ้านสามัคคี ต.หาดคำ ถวายให้เป็นที่ตั้งสำนักจวบจนปัจจุบัน
ต้นปี พ.ศ. 2527 ปู่เหลือถูกใส่ความและมีผู้ไปแจ้งตำรวจตั้งข้อหาฉกรรจ์ (ซึ่งทางสำนักขอสงวนไว้) ต้องอยู่ในเรือนจำจนถึงปลายปี 2529 เมื่อออกมาแล้วก็สร้างเทวรูปอีกมากมาย ทั้งเล็กและใหญ่ และทั้งขนาดที่สูงถึง 33 เมตร เมื่อสร้างทั้งพุทธรูปและเทวรูปถึง 209 ปางแล้ว ก็สร้างศาลาแก้วกู่หลังใหม่โดยรื้อหลังเก่า ( พ.ศ. 2523 – 2538) ที่ทรุดโทรมลง ขณะก่อสร้างศาลาหลังใหม่ ปู่เหลือก็ล้มป่วยและต่อมาได้เสียชีวิตลงในเดือนสิงหาคม 2539 สานุศิษย์ได้นำผอบแก้วใส่ร่างของท่านไว้ตามความประสงค์ก่อนสิ้นชีวิต”
พื้นที่กลางแจ้งหรือที่หลายคนยกให้เป็น “พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง” มีสิ่งที่เรียกว่า “ปูชนียวัตถุและพุทธปูชนียสถานเทวาลัย” คือรูปปั้นพิสดารพันลึกมากมาย อาทิ รูปปั้นปางพระอิศวร – พระอุมาเสวยสุข ปางพระพุทธเจ้าเสด็จหนีออกบรรพชา ปางทรงศึกษาที่ธรรมะกับพระฤาษี ปางกามเทพ (คิวปิต) ปางฤาษีแก้วกู่อะธามา ปางพระขันทกุมาร ฯลฯ เมื่อสร้างเสร็จเรียบร้อยก็จะทำพิธีอัญเชิญเทพเทวามาสถิต
นอกจากนี้แล้ว ยังมีรูปปั้นเล่าเรื่องต่างๆ อีกมาก ทั้งรูปปั้นเกี่ยวกับศาสนาคริสต์ รามเกียรติ์ ตำนานพื้นบ้านเช่นท้าวฮุ่งท้าวเจือง รูปปั้นราหูอมจันทร์ ฯลฯ จนถึงปัจจุบันเมื่อรวมรูปปั้นทั้งเล็กใหญ่แล้วว่ากันว่ามีไม่น้อยกว่าหลักพัน ที่ฐานของเทวรูปและรูปปั้นต่างๆ จะมีคำบรรยายจารึกไว้ซึ่งมีทั้งภาษาไทย ภาษาอีสาน และส่วนที่เรียกว่า “ปริศนาธรรม” บ้างคนนิยมมาเที่ยวชมที่นี่เหมือนมาเที่ยวชมภาพจำลองนรก-สวรรค์ และดินแดนรวมแห่งทุกศาสนา (ที่มา : http://www.muangboranjournal.com) วันต่อมา เราได้มีโอกาสไปเที่ยวที่เดียวคือ... "อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท"
อุทยานฯ นี้มีร่องรอยการอยู่อาศัยของคนต่อเนื่องกันมานานนับพันปี เช่น ภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์บนโนนหินในถ้ำ เสาหิน เพิงผาที่ถูกดัดแปลงเป็นศาสนสถานสมัยทวารวดี ลพบุรี จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งแสดงถึงอารยธรรมของมนุษย์ และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิประเทศซึ่งมีโครงสร้างส่วนใหญ่เป็นหินทรายที่ถูกขัดเกลาจากขบวนการกัดกร่อนจากธรรมชาติ ทำให้เกิดเป็นโขดหินน้อยใหญ่รูปร่างต่างๆ กัน ปรากฏเป็นหลักฐานเกี่ยวกับชีวิตผู้คนในอดิตที่น่าสนใจหลายแห่ง เช่น พระพุทธบาทบัวบก, พระพุทธบาทหลังเต่า, พระพุทธบาทบัวบาน รวมทั้งถ้ำและเพิงหินต่างๆ อีกจำนวนมากที่ตั้งกระจายอยู่ทั่วไปในบริเวณอุทยานฯ แห่งนี้ ถ้ำและเพิงหินต่างๆ ตั้งกระจายอยู่ทั่วไปในบริเวณอุทยานฯ แห่งนี้ นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมได้ในระยะทางไม่ไกลนัก (ทางเดินก็ไม่ลำบากเท่าไหร่ด้วยล่ะ ^^) ได้แก่ ถ้ำลายมือ ถ้ำโนนสาวเอ้ ถ้ำคน ถ้ำวัวแดง ซึ่งถ้ำเหล่านี้ได้รับการสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นที่พำนักของมนุษย์ยุคหิน และมนุษย์เหล่านั้นได้เขียนรูปต่างๆ ไว้ เช่น รูปคน รูปมือ รูปสัตว์ และรูปเรขาคณิต นอกจากนั้นยังมีลานหินที่สวยงาม คือ ลานหินโนนาวเอ้ ธรรมชาติได้สร้างเพิงหินต่างๆ ไว้ ซึ่งมนุษย์รุ่นหลังได้จินตนาการและเชื่อมโยงสถานที่เหล่านี้เข้ากับตำนานรักพื้นบ้านของ "นางอุษา-ท้าวบารส" ไว้อย่างกลมกลืนยิ่ง เช่น เสาหินคอดเรียว ด้านบนมีหินใหญ่ยื่นล้ำออกมาคล้ายหลังคา ก็ว่าเป็น "หอนางอุษา" บ่อน้ำลึกที่ขุดลงไปในหินที่มีน้ำตลอดปี (ถ้าจำไม่ผิด คิดว่าลึกประมาณ 5-6 เมตร) เรียกว่า "บ่อน้ำนางอุษา" เพิงผากว่างคล้ายที่พำนักชั่วคราวเรียกว่า "คอกม้าท้าวบารส" เพิงหินรูปดอกเห็ดที่มีร่องรอยสกัดตกแต่งเป็นศาสนสถานถูกตั้งชื่อว่า "วัดพ่อตา" และยังมีส่วนอื่นๆ ที่นำไปเล่าต่อจนจบเรื่อง เช่น กู่นางอุษา, หินศพนางอุษา-ท้าวบารส ซึ่งการเชื่อมโยงสถานที่เข้ากับตำนานเรื่องดังกล่าวถือว่าเป็นจินตนาการของคนโบราณที่น่าสนใจไม่น้อย นอกจากนั้นยังพบชิ้นส่วนหลักเสมาและหินทรายจำหลัก พระพุทธรูปศิลปะสมัยทวารวดี ที่เพิงหินวัดพ่อตา และเพิงหินวัดลูกเขยอีกด้วย
หอนางอุษา บ่อน้ำนางอุษา
หีบศพนางอุษา วัดพ่อตา
หีบศพท้าวบารส กู่นางอุษา
ถ้ำพระ ถ้ำคน
ถ้ำฤๅษี ไหนๆ ส่วนต่างๆ ของอุทยานฯ ก็ถูกเชื่อมโยงกับนิทานพื้นบ้าน นางอุษา-ท้าวบารส เสียเยอะแยะแล้ว เราลองมาดูกันหน่อยเป็นไงว่านิทานเรื่องนี้เค้าว่ายังไงกันบ้าง...
ตำนานพื้นเมืองเรื่อง "นางอุษา-ท้าวบารส" นี้ตามหลักฐานกล่าวกันว่า ต้นฉบับรจนาเป็นอักษรธรรม (ไทย-ลาว) จารลงบนใบลานพบที่เมืองปากซัน แขวงเวียงจันทร์ ประเทศลาว ผู้รจนาเรื่องนางอุษา-ท้าวบารส คือ ยาครูโพนสะเม็ก (ยาคูขี้หอม) และสามเณรลืมปอง ด้วยคำสำหรับใช้รจนามีลักษณะเป็นถ้อยคำบรรยายสัมผัสคล้องจองกัน และยังให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์ต่างๆ ตามไปด้วย ผู้รจนาคุ้นเคยกับภูพระบาทเป็นอย่างดีจนได้รับแรงบันดาลใจให้รจนาตำนานนี้ขึ้น และตั้งชื่อโบราณสถานต่างๆ บนภูพระบาทตามท้องเรื่องบันดาลใจ การตั้งชื่อโบราณสถานต่างๆ บนภูพระบาท เช่น วัดพ่อตา วัดลูกเขย หอนางอุสา อาจมีที่มาดังนี้ คือ ตั้งชื่อโบราณสถานบนภูพระบาทให้สอดคล้องตามท้องเรื่อง รวมทั้งมีการปรับปรุงเนื้อเรื่องบางส่วนให้น่าติดตามยิ่งขึ้น ตำนานนางอุษา-ท้าวบารสนี้คาดว่าคงรจนาขึ้นในสมัยล้านช้างตอนปลาย หรือต้นรัตนโกสินทร์ ราวพุทธศรรษที่ 23-24 และได้ถูกดัดแปลงแก้ไขในชั้นหลัง ณ ที่นี้ จะขอกล่าวถึงตำนานเรื่องนี้ตามต้นฉบับเดิม ซึ่งถอดความจากอักษรธรรมมาเป็นคำบรรยายง่ายๆ สามารถสรุปความได้ดังนี้
ครั้งหนึ่ง มีเมืองใหญ่ตั้งอยู่บริเวณแถบภูพระบาท มีชื่อว่า "เมืองพาน" มีท้าวกงพานเป็นเจ้าเมือง ต่อมาพระองค์ได้ไปขอ "นางอุษา" (เป็นผู้เกิดมาจากดอกบัวบนเทือกเขา และพระฤาษีจันทาผู้เป็นอาจารย์ของท้าวกงพานได้นำมาเลี้ยงไว้) มาเป็นราชธิดา นางอุษาเป็นผู้มีความงามเป็นเลิศ และมีกลิ่นกายหอมกรุ่น เมื่อเติบใหญ่จึงมีเจ้าชายหลายเมืองมาสู่ขอ แต่ท้าวกงพานก็ไม่ยินยอมยกให้ผู้ใดและเกิดความหวงแหน จึงได้สร้างตำหนักเป็นหอสูงไว้บนภูเขา เพื่อให้นางอุษาอยู่อาศัยขณะเรียนวิชากับฤาษีจันทาผู้เป็นอาจารย์
วันหนึ่ง นางอุษาไปเล่นน้ำที่ลำธารใกล้ตำหนัก นางได้เก็บดอกไม้มาร้อยเป็นมาลัยรูปหงส์ และลอยน้ำไปพร้อมเสี่ยงทายหาคู่ พวงมาลัยรูปหงส์ได้ลอยไปถึงเมืองปะโคเวียงงัว ที่มีท้าวบารสผู้เป็นโอรสของเจ้าเมือง ท้าวบารสเก็บพวงมาลัยได้จึงออกตามหาเจ้าของจนถึงเขตเมืองพาน ท้าวบารสขี่ม้าจนถึงหินก้อนหนึ่ง ม้าก็ไม่ยอมเดินทางต่อ พระองค์จึงหยุดพักมาไว้ ส่วนบริวารก็แยกไปผูกม้าที่หินอีกก้อนหนึ่ง ท้าวบารสจึงออกเดินเที่ยวป่า จนได้พบนางอุษาที่กำลังอาบน้ำอยู่และรู้ว่าเป็นเจ้าของพวงมาลัย ทั้งคู่เกิดความรักและลักลอบได้เสียกันโดยที่ท้าวกงพานไม่ทราบ
ตำนานบางฉบับได้เล่าถึงเหตุการณ์ตอนนี้ว่า ท้าวบารสได้เข้าป่าล่าสัตว์และทำพิธีกรรมบวงสรวงพระไทร พระไทรจึงอุ้มไปสมสู่กับนางอุษาเจ็ดคืน แล้วอุ้มกลับไว้ที่เดิม เมื่อนางอุษาตื่นไม่พบท้าวบารสก็คร่ำครวญหา นางสามัญญะวิเศษซึ่งเป็นพี่เลี้ยงจึงได้วาดภาพเหล่ากษัตริย์ทั้งหลายให้ดูจนรู้ว่าเป็นท้าวบารส นางอุษาจึงส่งสาส์นรักไปถึงท้าวบารส เมื่อท้าวบารสทราบจึงได้เดินทางมาพบและแอบอยู่ในตำหนักกับนางอุษา
ต่อมาท้ากงพานทราบเรื่องว่า ท้าวบารสอยู่กับธิดา ก็ทรงพิโรธจะประหารท้าวบารส แต่เสนาอำมาตย์ห้ามไว้เนื่องจากเกรงฤทธิ์เดชพระราชบิดาของท้าวบารสผู้ครองเมืองปะโค ท้าวกงพานจึงคิดอุบายให้แข่งขันสร้างวัดให้แล้วเสร็จในหนึ่งคืน โดยนับตั้งแต่เช้าจนดาวประกายพรึก (ดาวเพ็ก) ขึ้น ผู้ใดสร้างไม่เสร็จจะต้องถูกตัดเศียร ซึ่งท้าวกงพานได้เกณฑ์ไพร่พลจำนวนมากมาสร้างวัดที่เมืองกงพาน (วัดพ่อตา) ส่วนเท้าบารสมีบริวารเพียงเล็กน้อยที่มาด้วยจึงสร้างได้ช้ากว่า พี่เลี้ยงนางอุษาจึงคิดวิธีช่วย โดยให้ท้าวบารสนำโคมไฟไปแขวนบนยอดไม้ใหญ่ในเวลาดึก ฝ่ายพวกเมืองกงพานมองเห็นคิดว่าดาวประกายพรึกขึ้นแล้วจึงหยุดสร้างวัด ส่วนท้าวบารสได้เร่งสร้างวัดของตนเองจนแล้วเสร็จ เมื่อเป็นดังนี้ท้าวกงพานจึงเป็นฝ่ายแพ้ และถูกตัดเศียรสิ้นชีพไป
ต่อมาท้าวบารสได้พานางอุษากลับเมืองปะโค แต่เนื่องจากท้าวบารสมีชายาอยู่แล้ว นางอุษาจึงถูกชายาเหล่านั้นกลั่นแกล้ง โดยไปสมคบกับโหราจารย์ให้ทำนายว่า ท้าวบารสมีเคราะห์ต้องออกเดินป่าผู้เดียวเป็นเวลาหนึ่งปีจึงจะพ้นเคราะห์ ท้าวบารสก็ออกเดินป่าโดยทิ้งนางอุษาไว้ที่เมืองปะโค นางอุษาเมื่อถูกทำร้ายและกลั่นแกล้ง จึงหนีกลับเมืองพานและล้มเจ็บด้วยความตรอมใจ เมื่อท้าวบารสกลับเมืองและทราบข่าวนี้ก็รีบเดินทางไปยังเมืองพาน แต่พบว่านางอุษาสิ้นใจแล้วจึงฝังศพนางไว้ที่ก้อนหินก้อนหนึ่ง ส่วนพระองค์ก็ตรอมใจตายตามกันไป เหล่าบริวารจึงฝังศพท้าวบารสไว้เคียงข้างกับศพนางอุสา (ที่มา : http://www.thai-tour.com , kumpine , OBEC) ตามโปรแกรมแล้วยังมี "บ้านนาข่า" อีกที่นึง แต่เรา (EY#39) ไม่ได้ไป เพราะว่าต้องเตรียมงานแสดงในช่วงกลางคืน -_____-" สำหรับการไปเที่ยวครั้งนี้...อย่างที่บอกว่าไม่ได้เที่ยวอะไรมากนัก เพราะว่าการไปกับคนกลุ่มใหญ่ทำให้ไม่ได้ใช้เวลาในแต่ละที่อย่างเต็มที่ รวมทั้งเวลาที่มีจำกัดด้วย อัพมายาวแล้ว...เป็นข้อมูลประกอบ...ส่วนความทรงจำจากการเดินทางครั้งนี้ เป็นความประทับใจที่อยู่ในความทรงจำเราแล้ว
June 04 Back to basicBack to basic
........................................................................................................................
หลังจากที่พยายามจะแต่งนู่นแต่งนี่หลายสิ่งอย่างในสเปซเรื่อยเปื่อยของตัวเอง...
ทั้งๆ ที่เวลาก็ไม่ค่อยมี เน็ตก็ไม่อำนวย แล้วไหนจะความขี้เกียจอีก!!!
ดังนั้น ก็เลยกลับสู่สามัญ โดยการไม่ต้องแต่งอะไรให้ยุ่งยากแล้ว... แถไปเรียบๆ นี่ละ
วันนี้เข้าออฟฟิศแล้ว แต่มาซะสายเลย เพราะว่าตื่นก็แปดโมงครึ่งแล้ว อย่างว่าแหละ...เมื่อคืนนอนไม่หลับ -___-"
อาบน้ำ แต่งตัว ด้วยสปีดไวกว่านรก แล้วก็แบกของที่ซื้อมาไปร้านใหม่
ซื้อมาเยอะแยะมากมาย...เผื่อพี่ๆ ที่ร้านด้วย... พร้อม "เบยลาว" (มันเขียนอย่างนี้จริงๆ)
พี่ๆ เค้าคงแปลกใจว่าเราเป็นอะไรไป ทุกทีเห็นแต่เราด่าเอาๆ เรื่องกินเหล้าเมายา
ก็นานๆ ทีเนอะ...
เหมือนที่เราบ่นไว้กับกระดาษตอนขากลับเมื่อวานว่า ดูเหมือนเราจะยอมรับเรื่องนี้ได้มากขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป
แม้ว่าจะยังคงไม่ยอมรับ รับไม่ได้ แต่ส่วนหนึ่ง (ที่ดูเหมือนจะมากขึ้นเรื่อยๆ) ก็รับสภาพได้ และเริ่มเข้าใจแล้วว่า...
บางทีมันก็เป็นไปอย่างนั้น...เราคิดไปก็ไม่ได้อะไร ยอมรับมันไปซะเหอะ
ว่าแล้วก็นึกถึงเพลง "ทะเลใจ" ที่มีโอกาสได้ฟังเวอร์ชั่นที่ "พี่ป๊อด โมเดิร์นด็อก" ร้อง ในอัลบั้มครบ 25 ปีคาราบาว
"...คืนนั้นคืนไหน ใจแพ้ตัว คืนและวันอันน่ากลัว กลัวแพ้ใจ ท่ามกลางแสงสี ศิวิไลซ์ อาจหลงทางไปไม่ยากเย็น
คืนนั้นคืนไหน ใจเพ้อฝัน คืนและวันฝันไปไกลลิบโลก ดั่งนกน้อยลิ่งล่องลอยแรงลมโบก พออับโชค ตกลงกลาง 'ทะเลใจ'..."
ตอนนี้เหมือนว่าคูน้ำของเรามันเริ่มขยายไปเรื่อยๆ จากความยอมรับได้มากขึ้น
ได้แต่หวังว่าเราคงควบคุมการขยายตัวของมันได้สักวันหนึ่ง
เพราะถ้าขยายไปเรื่อยๆ...จนเป็น "ทะเลใจ" จริงๆ
โอกาสที่จะตกลงไป ก็มีความเป็นไปได้สูงกว่า...
จริงไหม?
เพ้อไปเรื่อย...ไปเคลียร์เรื่องลาออกให้เสร็จดีกว่า...
สู้-สู้.. ^_____^
........................................................................................................................
June 03 ไปลาวๆTrip with EY & The worst day
..............................................................................................................................
EY พาเที่ยวครับ... อุดร-ลาว-หนองคาย-โคราช
ไม่ได้เยอะขนาดนั้นหรอกนะ เพราะมีเวลาไม่กี่วัน...ได้ไปหลายที่อยู่ ก็สนุกดีตามสภาวะที่มีคนเยอะๆ อย่างนี้แหละนะ
แต่ว่า...ยังไงก็เชื่อว่าเที่ยวกันไม่กี่คนจะมันส์กว่านี้... ก็ปกติแหละเนอะ
ไปเที่ยวได้หลายที่เหมือนกันนะ แต่แต่ละที่ไม่นานมากนัก
ที่เสียดายก็คงเป็นอุทยานภูพระบาท เพราะเป็นแนวที่ชอบเลย แต่มีเวลาน้อยไปหน่อย และคนเยอะไปนิด
ที่เคยคิดว่าจะไม่กลับมาวงจรเดิม...ไปงานนี้ที มันกลับมาเลยฮะ
เพราะเจอะเจอกันวันละสองร้อยรอบ (เว่อร์ไปหน่อย!!)
แต่เอาน่า...เราเชื่อว่าเราทำได้...ไม่ยากเกินไปหรอกเนอะ
เที่ยวคราวนี้ประทับใจบริษัทมากมายเลย น่ารักจริงๆ กับทุกสิ่งที่เตรียมให้
ทั้งของที่แจก กิจกรรมที่มี โรงแรมที่พัก อาหารการกิน ฯลฯ
เลยยิ่งเสียดายบรรยากาศแบบนี้ จนคิดว่าเราอาจจะลังเลอีกรอบก็ได้นะ
ระหว่างเดินทางกลับ ได้ไปนั่งอยู่หลังรถ (เกลือกกลิ้งได้สบายๆ ^^) เลยมีโอกาสได้คิดอะไรไปเรื่อยๆ
ขีดๆ เขียนๆ อะไรไปเรื่อยเปื่อย...
หลังจากได้ใช้เวลากับตัวเอง (เกือบ)ตลอดการเดินทาง จนคิดอะไรได้บ้าง...ไม่ได้บ้าง -___-"
พอถึงจุดหมาย... ส้มกับธีกลับไปก่อนแล้ว
ส่วนเรากำลังลังเลว่าจะเรียกรถดี หรือเดินไปดี
เพราะยังต้องการเวลาเพื่ออะไรสักอย่าง...ที่เราก็ไม่รู้ว่าคืออะไร
ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น... ป่านนี้ก็ยังหาสาเหตุไม่ได้จริงๆ
แต่...รู้สึกแย่อย่างแรง
จนเอาระเบิดมาลงที่บ้าน...อีกแล้ว... ไม่ดีเลย
สติมีอยู่ รู้ว่ากำลังจะทำอะไร และทำอะไรลงไป แต่ว่า...ไม่อยากเก็บไว้
หรืออีกอย่างก็คือ...เก็บไว้ไม่ไหว
กลับบ้าน พอแม่เข้านอน ก็ขอให้น้องออกจากห้อง...ด้วยเหตุผลว่า อยากอยู่คนเดียว
แต่พออยู่คนเดียวเท่านั้นแหละ ความรู้สึกทุกอย่างระเบิดออกมาหมดเลย
น้ำตาไหลไม่หยุด ร้องมันอยู่นั่นแหละ เป็นชั่วโมงๆ
ไม่เข้าใจว่าทำไม เกิดอะไรขึ้น
ไม่ใช่เรื่องที่เจอใครบางคนหรอก แต่ว่ามันเหมือนอะไรหลายๆ อย่างรวมๆ กัน
เหมือนว่าทุกอย่างที่เจอช่วงนี้มันออกมาวันเดียว...
สับสน...
ตอนนี้ก็ยังเป็น...แต่ว่าปวดตา...ร้องไม่ไหว -____-"
ก็ได้แต่ว่าจิตใจเราจะสงบลงในเร็วๆ นี้ล่ะนะ
.............................................................................................................................. |
|
|