Praew's profile::: SnowBelL :::PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
March 26 เข็มทิศกับไวโอลินของไอน์สไตน์เข็มทิศกับไวโอลินของไอน์สไตน์
ในช่วงท้ายของชีวิต ไอน์สไตน์ชอบเดินท่อมๆ แถวมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ที่ซึ่งเขาเป็นอาจารย์ประจำ ทักทายเด็กและเล่นกับทารก ปล่อยตัวตามสบาย เส้นผมสีขาวโพลน สวมเสื้อนอกลุ่ยรุ่มร่าม และไม่สวมถุงเท้า 'เปลือก' ของเขาดูไม่เหมือนนักวิทยาศาสตร์ปราดเปรื่องผู้ที่ประชากรกว่าครึ่งโลกรู้จัก บ่ายวันหนึ่งขณะที่เดินอยู่แถว สถาบันเพื่อการศึกษาชั้นสูง ในพรินซ์ตัน ไอน์สไตน์ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ เขาเดินไปตามต้นเสียงจนพบเด็กหญิงคนหนึ่ง จำได้ว่าเป็นลูกสาวของเจ้าหน้าที่คนหนึ่งในคณะ เมื่อถามเด็กหญิงว่าร้องไห้ทำไม เธอตอบว่าเธอตามวิชาเลขคณิตที่ครูสอนไม่ทัน เพราะเต็มไปด้วยกฎมากมาย ไอน์สไตน์บอกว่า เขาเองก็มีปัญหากับตัวเลขเช่นกัน แต่บางทีหากพวกเขาทั้งสองนั่งลงแก้ปัญหาด้วย สถานการณ์อาจจะดีขึ้นก็ได้ บ่ายนั้นไอน์สไตน์นั่งขบคิดวิชาเลขคณิตกับเด็กหญิงคนนั้นด้วยความทรมานพอควร แม้จะเป็นนักฟิสิกส์ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลข้ามจักรวาล แต่เขาไม่จัดว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญทางการคำนวณ และต้องพึ่่งนักคณิตศาสตร์ช่วยในสมการของเขา อย่างไรก็ตามบ่ายวันนั้นเขาก็สามารถทำให้เด็กหญิงเรียนรู้จนได้ ช่วงเวลานั้น ไอน์สไตน์เป็นคนที่มีชื่อเสียงก้องโลกแล้ว สถานภาพของเขาอยู่ในขั้น 'ดารา' แน่นอนจดหมายหลั่งไหลถึงเขา ส่วนใหญ่มาจากเด็กๆ ทั่วโลก ถามคำถามทุกประเภท บางคนส่งรูปภาพที่วาด ภาพถ่าย ของขวัญชิ้นเล็ก ที่น่าประหลาดใจสำหรับคนส่วนมากก็คือ ไอน์สไตน์มักตอบจดหมายเหล่านั้น เด็กชาวแอฟริกาใต้คนหนึ่งเขียนไปขอลายเซ็นไอน์สไตน์ ข้อความในจดหมายบอกว่า ปกติไม่ใช่คนที่ชอบขอลายเซ็นของใคร แต่กรณีของไอน์สไตน์เป็นข้อยกเว้น ส่วนเหตุที่เพิ่งมาขอลายเซ็นเพราะเพิ่งรู้ว่าไอน์สไตน์ยังไม่ตาย ตนคิดว่าไอน์สไตน์เป็นคนรุ่นเดียวกับ เซอร์ ไอแซค นิวตัน ในศตวรรษที่ 17 ไอน์สไตน์ตอบจดหมายฉบับนั้นกลับไปว่า ขอโทษด้วยนะที่ยังไม่ตาย เด็กชาวแคนาดาคนหนึ่งเขียนถึงไอน์สไตน์ว่า "คุณมีตัวตนจริงหรือเปล่า หรือว่าเป็นเพียงตัวละครในการ์ตูน?" ไอน์สไตน์ชมชอบจดหมายเหล่านี้มาก เก็บรักษาเอาไว้ไม่น้อย ดูเหมือนว่าวัยมิได้ลดทอนความเป็นเด็กของเขาลงเลย ผมชอบไอน์สไตน์ไม่ใช่ตรงที่ความฉลาดเหนือมนุษย์ของเขา แต่ที่การดำเนินชีวิตของเขา ไอน์สไตน์เป็นตัวอย่างของน้ำนิ่งไหลลึก สูงสุดคืนสู่สามัญ เป็นคนคนหนึ่งที่บังเอิญปราดเปรื่องและมีชื่อเสียง ความจริงความปราดเปรื่องของเขาอยู่ที่การเข้าใจเลือกวิถีชีวิตแห่งความสุขสงบ เลือกการเรียนรู้ไม่ใช่การเล่าเรียน เลือกสันติไม่ใช่สงคราม และคุณลักษณะที่สำคัญที่สุดคือ ความถ่อมตัวที่มีอยู่อย่างล้นเหลือ ความไม่เสแสร้ง และอารมณ์ขัน ยากมากๆ ที่ใครคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ทั้งชื่อเสียงและการยอมรับขนาดนี้จะไม่เหลิง ยิ่งยากนักในการปฏิเสธสิ่งที่เรียกว่า อำนาจ เมื่อรัฐอิสราเอลถือกำเนิด ไอน์สไตน์ปฏิเสธที่จะเป็นใหญ่ทางการเมือง และใช้ชีวิตเรียบง่ายในชุมชนเล็กๆ ห่างไกลจากบ้านเกิด โลกเราล้วนเต็มไปด้วยตัวอย่างนักการเมืองที่ถูกอำนาจกลืนกิน หลายคนเปลี่ยนจากคนอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นคนที่บ้าอำนาจ เชื่อมั่นในตนเองสูงจนไม่รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น จำนวนอีกไม่น้อยสลักใบหน้าตัวเองลงบนหินผา และสร้างอนุสาวรีย์ให้ผู้อื่นบูชาตน ทว่าเพียงลงจากอำนาจไม่ถึงวัน อนุสาวรีย์แห่งความป้อยอก็ล้มครืน เลนิน สตาลิน เชาเชสคู มาร์กอส ซัดดัม ฮุสเซ็น ฯลฯ คือตัวอย่าง เมื่อนิตยสารไทม์เลือกบุคคลแห่งศตวรรษ (Person of the Century คือบุคคลที่ส่งผลกระทบต่อโลกมากที่สุดในศตวรรษ) พวกเขามีรายชื่อของบุคคลในศตวรรษที่ 20 จำนวนมากมาย ทั้งคนที่สร้างสรรค์และทำลาย เช่น เลนิน ผู้เปลี่ยนแปลงโลกสู่สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ฮิตเลอร์ผู้นำโลกสู่ความหายนะ เชอร์ชิลล์ ผู้หาญสู้อำนาจฟาสซิสท์ของฮิตเลอร์ ประธานาธิบดี แฟรงกลิน รูสเวลท์ ผู้นำพาอเมริกาผ่านวิกฤติ 'ต้มยำกุ้ง' ฉบับอเมริกันและสงครามโลกครั้งที่สอง รายชื่อนี้ยังรวมผู้ที่เลือกต่อสู้ตามวิถีที่ไม่รุนแรง มหาตมะ คานธี ผู้นำพาผู้คนทั้งชาติต่อต้านจักรวรรดิอังกฤษด้วยหลักอหิงสา มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ผู้ต่อสู้เพื่อทำลายกำแพงสีผิว โรซา พาร์กส์ ผู้ปฏิเสธที่นั่งบนรถเมล์ให้คนขาว ไปจนถึงประชาชนผู้หาญต้านรถถังที่จตุรัสเทียนอานเหมิน รายชื่อในกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 20 เช่น อเล็กซานเดอร์ เฟลมิง ผู้พบเพนนิซิลลิน เจมส์ วัตสัน กับ ฟรานซิส คริก ผู้พบรหัสชีวิตดีเอนเอ ส่วนนักประดิษฐ์ที่เปลี่ยนแปลงโลก เช่น พี่น้องตระกูลไรท์ผู้นำโลกไปบนท้องฟ้า อลัน เทอริง ผู้กำเนิดคอมพิวเตอร์ ไปจนถึงนักวิทยาศาสตร์สมองปราดเปรื่องอย่าง ไอน์สไตน์, นีล บอหร์, เอนริโค เฟอร์มี, ริชาร์ด ฟีนแมน, สตีเฟน ฮอว์คิง ฯลฯ แต่ทำไมไทม์เลือกไอน์สไตน์? คำตอบอาจเพราะความเป็นไอน์สไตน์นั้นรวมเอาคุณสมบัติของผู้สร้างสรรค์ นักประดิษฐ์ นักวิทยาศาสตร์ นักต่อสู้แบบอหิงสาทั้งหมดเข้าด้วยกัน! ไอน์สไตน์เกลียดสงคราม เป็นผู้ที่ใช้จินตนาการรวมเข้ากับวิทยาศาสตร์อย่างสวยงาม นำไปสู่การค้นหาความจริงในมุมมองของจักรวาล ซึ่งย้อนกลับมาทำให้เราเข้าใจวิถีของสิ่งมีชีวิต ไอน์สไตน์ตั้งคำถามเสมอว่า อะไรคือความหมายของชีวิตมนุษย์ หรือของอินทรีย์ชีวิตทั้งหลาย จะว่าไปแล้ว การเดินทางไปสู่ความจริงของเขาโดยใช้วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือ ก็ไม่ต่างจากการแสวงหาทางหลุดพ้นของนักบวชโดยใช้ศาสนา ไอน์สไตน์ล้มป่วยเมื่ออายุสี่ขวบ พ่อให้เข็มทิศแม่เหล็กตัวหนึ่งแก่เขา เด็กน้อยหมกมุ่นกับเข็มทิศนั้นด้วยความพิศวง เพราะไม่ว่าหมุนไปทางไหน เข็มก็ชี้ไปในทางเดียวกันเสมอราวกับมีอำนาจลึกลับบางอย่างกำหนดทิศทางของมัน เขารู้สึกแปลกใจ เข็มทิศทำให้เขาคิดว่ามีบางสิ่งที่ซ่อนเร้นลึกอยู่ที่อยู่เบื้องหลัง เขาเริ่มสัมผัสธรรมชาติในมุมมองของวิทยาศาสตร์ เข็มทิศตัวนั้นมิเพียงชี้ทิศบนโลกใบนี้ หากยังชี้ทางใหม่ให้ชีวิตของเขา ทางสายวิทยาศาสตร์ แต่วิทยาศาสตร์โดยตัวมันเองเป็นเพียงกระบวนการ ไม่ใช่จิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ จุดหักเหอาจจะเกิดจากการที่แม่ของไอน์สไตน์แนะนำให้เขารู้จักดนตรี เข็มทิศชี้ทางไปสู่การค้นหาความจริง เสียงไวโอลินเชื้อเชิญให้เขาเปิดหัวใจ นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ตลอดชีวิตไอน์สไตน์พกพาไวโอลินไปตามที่ต่างๆ และเป็นนักเล่นไวโอลินที่ดี จินตนาการ วิทยาศาสตร์ กับความเป็นมนุษย์เป็นส่วนประกอบที่ลงตัวในการสร้างบุคคลเช่นไอน์สไตน์ การศึกษาหาความลับของจักรวาลผ่านทฤษฎีทั้งหลายของเขา ทำให้เขาซาบซึ้งถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและความกระจ้อยร่อยกระจิริดของมนุษย์ จักรวาลวิทยาทำให้พบเห็นว่ามนุษย์เรานั้นเป็นเพียงการประกอบรวมกันของธาตุ เราเป็นเพียงธุลีหนึ่งในจักรวาล ไอน์สไตน์บอกว่า ยิ่งเรียนรู้ความลับของธรรมชาติจากเรื่องอะตอม แรงลึกลับทั้งหลาย ยิ่งทำให้มนุษย์เราต้องถ่อมตนและสันโดษ สรรพสิ่ง 'สัมพัทธ์' กันไปหมด ไอน์สไตน์เขียนในปี ค.ศ. 1931 ว่า "ผมเตือนตัวเองนับร้อยครั้งต่อวันว่า ชีวิตของผมทั้งภายในและเปลือกนอกล้วนมีฐานบนแรงงานของผู้อื่น ทั้งที่ยังมีชีวิตและที่ตายไปแล้ว ผมต้องใช้ความสามารถทุกอย่างของตนเพื่อที่จะให้ในระดับเดียวกับที่ผมได้รับและกำลังรับอยู่" ไอน์สไตน์พร่ำพูดให้เห็นคุณค่าของมนุษย์ คุณค่าของเสรีภาพ ความไม่รุนแรง อันตรายของลัทธิทหาร และความคลั่งชาติ แปดปีต่อมาโลกก็เข้าสู่สงครามที่ทำลายชีวิตมนุษย์หลายสิบล้านคน แม้ไอน์สไตน์จะเป็นผู้ชื่นชมวิถีอหิงสาแห่งคานธี และเช่นเดียวกับคานธี เขาเป็นนักมนุษย์นิยม นักต่อต้านสงคราม แต่เมื่อถึงจุดที่ต้องตัดสินใจ เขาก็แนะนำให้ประธานาธิบดีรูสเวลท์ระเบิดปรมาณู เมื่อข่าวการทำลายล้างฮิโรชิมามาถึงเขา ไอน์สไตน์กุมศีรษะเศร้าใจในบทบาทของตน ความเชื่อมั่นในความเป็นมนุษย์ถูกสั่นคลอน เรื่องนี้สร้างความเศร้าใจแก่เขาตลอดชีวิต ยิ่งแก่ตัวลงเขาก็ยิ่งปล่อยวางมากขึ้น ใช้ชีวิตเรียบง่ายไม่ต่างจากนักบวช คือไม่ได้สนใจในชื่อเสียงเงินตรา ไอน์สไตน์เขียนในปี ค.ศ. 1934 ว่า "คุณค่าที่แท้จริงของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนถูกกำหนดเบื้องแรกจากมาตรการและสำนึกในการปลดปล่อยตัวเอง การปลดปล่อยนี้ไม่ใช่เฉพาะอิสรภาพจากความหลงตัวเอง แต่จากเปลือกความเชื่อทางของศาสนาที่ห้ามโต้แย้ง" มนุษย์เราทุกคนต้องการทั้งความรู้และความรักต้องการทั้งเข็มทิศกับไวโอลิน ความรู้คือประตูเปิดโลก ความรักคือหน้าต่างเปิดหัวใจ บ่ายนั้นเด็กหญิงกลับบ้านพร้อมเข็มทิศของวิชาเลขคณิต ไอน์สไตน์กลับบ้านไปเล่นไวโอลิน... (ตีพิมพ์ครั้งแรก : ไอน์สไตน์ My Inspiration มติชน) วินทร์ เลียววาริณ www.winbookclub.com 23 มีนาคม 2550 -=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-
The love of one's country is a splendid thing. But why should love stop at the border? ความรักแผ่นดินของเราเป็นเรื่องดี แต่ทำไมให้ความรักนั้นจบแค่ที่เส้นแบ่งเขตแดนเท่านั้นเล่า? Pablo Casals March 11 ตามข้างล่างเลย...--------------------------------------------------------------------------------
สอบเสร็จแล้วจ้า... ดีใจ๊-ดีใจ.. ^^
( เ รี ย น จ บ ซ ะ ที )
--------------------------------------------------------------------------------
เสน่ห์ของความเรียบง่าย
ครั้งหนึ่งเมื่อย้ายบ้านใหม่ ผมพบว่าปัญหาในการซื้อเครื่องเรือนเข้าบ้านคือหาซื้อสินค้าเรียบง่ายไม่ได้ ไม่น่าเชื่อว่าเมืองไทยที่มีศูนย์การค้าและร้านขายเฟอร์นิเจอร์เกลื่อนเมืองไม่มีโซฟาแบบเรียบๆ ที่ไม่มีลวดลาย การหาซื้อโต๊ะอาหารแบบเรียบง่ายไม่มีลูกเล่นใดๆ เป็นสิ่งที่ยากเย็นอย่างไม่น่าเชื่อ เดินหารอบเมืองจนรองเท้าสึก ไม่พบพานเลย เครื่องเรือนแทบทั้งหมดในโชว์รูมใส่รายละเอียดมากมาย ทั้งส่วนโค้งส่วนเว้า ทั้งสลักลาย ใช้วัสดุมากชนิดในงานชิ้นเดียว นัยว่าทำให้คนซื้อรู้สึกว่าคุ้มค่า จนเมื่อเดินเข้าร้านเครื่องเรือนนำเข้าจากยุโรป จึงพบสินค้าเรียบง่ายดังใจ แต่ราคาโต๊ะตัวละสองแสนบาท โซฟาชุดละสี่แสนบาททำให้ต้องรีบเดินทางหนีจากความเรียบง่ายอย่างรวดเร็ว ผมเรียนการออกแบบมาหลายสายทาง และทุกสายสอนตรงกันว่า งานที่ดีที่สุดคืองานที่เรียบง่ายที่สุด และงานที่เรียบง่ายที่สุดออกแบบยากที่สุด ปรัชญานี้ตรงกับศิลปะแทบทุกแขนง ในทางวรรณกรรม งานเขียนที่รกรุงรังยากที่จะเป็นงานเขียนที่ดี เรื่องสั้นที่มีมากฉากมักไปไม่รอด นวนิยายที่มีตัวละครเยอะเกินจำเป็นมักน่าเบื่อ ในทางสถาปัตยกรรม บ้านที่ใส่องค์ประกอบทุกอย่างทุกสไตล์ (ที่เจ้าของบ้านชอบ) เข้าไปในหลังเดียวมักออกมาเละ ในวงการแฟชั่น เสื้อผ้าของนักออกแบบที่ดีมักเรียบง่าย โดยเน้นที่องค์ประกอบที่ลงตัวทางศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นลายเส้น รูปทรง สัดส่วนจังหวะ ในวงการดนตรี เพลงที่ใช้โน้ตไม่กี่ตัว ก็สามารถสร้างความไพเราะจับใจได้ ศิลปะเป็นเรื่องของการผสมผสานให้ลงตัว ไม่มีอะไรอื่น สัดส่วนที่ลงตัว สีที่ลงตัว ผิวที่เหมาะสม งานเขียนที่ดีคืองานเขียนที่มีองค์ประกอบน่าสนใจและผสมผสานได้ลงตัว เช่นเดียวกับอาหาร ดนตรี จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพยนตร์ ไปจนถึงชีวิตรัก ที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งก็คือ งานที่เรียบง่ายมักมีอายุขัยยาวนานกว่า ไม่ว่าวงจรแฟชั่นหมุนเวียนเปลี่ยนไปกี่รอบ ไม่ช้าหรือเร็ว เราก็มักหวนกลับไปหางานเรียบง่ายเสมอ ที่เราชอบเรียกกันว่า 'Back to basic' มาถึง พ.ศ. นี้ หาสินค้าที่เรียบง่ายยากขึ้นทุกวัน สไตล์การใช้ชีวิตก็พลอยซับซ้อนขึ้นไปโดยปริยาย โทรศัพท์มือถือมีฟังก์ชั่นการใช้งานมากจนไม่น่าเชื่อว่าจุทุกอย่างในเครื่องเล็กนิดเดียวได้อย่างไร กล้องถ่ายรูป วิทยุ โทรทัศน์ เครื่องซักผ้า เครื่องไมโครเวฟ ไปจนถึงนาฬิกาข้อมือ ล้วนสามารถตั้งโปรแกรมนับร้อย จนสงสัยว่า ในโลกนี้จะมีใครสักกี่คนที่ต้องใช้ฟังก์ชั่นทั้งหมดเหล่านั้น เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ชีวิตของเรายุ่งขึ้น ก็เพราะคำว่า การตลาด การแข่งขันในทางธุรกิจทำให้สินค้าที่ผลิตมาสู้กับคู่แข่งต้องมีลูกเล่นมากขึ้น แน่ละ มันทำให้เทคโนโลยีพัฒนาไปข้างหน้า แต่มันก็ทำให้ชีวิตเราซับซ้อนขึ้น ฟังเพลงจากวิทยุไม่ไพเราะเท่าฟังจากแท่ง ไอ-พ็อด ถ่ายรูปจากกล้องถ่ายรูปไม่เท่เท่าถ่ายจากโทรศัพท์มือถือ ฯลฯ เราควรแยกแยะให้ออกว่า อะไรในชีวิตเป็นอุปสงค์แท้ อะไรเป็นอุปสงค์เทียม บ่อยครั้งเราพบว่ากำลังสร้างความต้องการเก๊ๆ ขึ้นมา โดยที่ชีวิตไม่จำเป็นต้องการใช้มันเลย ยกตัวอย่างเช่น ตั้งแต่โลกเรามีโทรศัพท์มือถือ ผู้คนทั้งโลกพูดมากขึ้น ไม่มีเรื่องพูด ก็พยายามหาเรื่องพูด กรรมกรก่อสร้างที่มาทำงานให้ผมทำงานไปพูดโทรศัพท์มือถือไป เช่นเดียวกับคนขับแท็กซี่ และคนขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างในซอย ลองปิดโทรศัพท์มือถือของคุณทิ้งสักวัน จะพบว่าเรามีเวลามากขึ้นอย่างเหลือเชื่อ ชีวิตก็ดูจะเรียบง่ายมากขึ้นทันตาเห็น ชีวิตที่ดีก็เช่นงานศิลปะที่ดี มีองค์ประกอบน้อยที่สุด และมีความเรียบง่ายเป็นหัวใจ ใช่ สิ่งที่เรียบง่ายมักมีอายุขัยยาวนานกว่า ไม่ว่าวงจรชีวิตหมุนเวียนเปลี่ยนไปกี่รอบ ไม่ช้าหรือเร็ว เราก็มักหวนกลับไปหาความเรียบง่ายเสมอ พิมพ์ครั้งแรก : เปรียว 2550 วินทร์ เลียววาริณ www.winbookclub.com 10 มีนาคม 2550 ....................................................................................................
คมคำคนคม
Everything should be made as simple as possible, but not simpler. อะไรๆ ก็สมควรจะทำให้เรียบง่ายที่สุด เท่าที่จะทำได้ แต่ไม่ใช่เรียบง่ายกว่า Albert Einstein อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ....................................................................................................
ในที่สุดก็เสร็จสิ้นไปแล้ว...การสอบปลายภาคครั้งสุดท้ายในชีวิตนักศึกษา
ปริญญาตรี คณะพาณิชย์ฯ เอกการบัญชี ม.ธรรมศาสตร์
(จะบอกรหัส นศ. เลยไหมเนี่ย)
คือที่ระบุละเอียดน่ะ เพราะเผื่อชีวิตไม่แน่นอน เผื่อจะไปลง ป.ตรีอย่างอื่นต่อ หรือคณะเดิม เปลี่ยนเอก (ฮ่า!)
สี่ปีผ่านไปแสนไว ทำให้รู้สึกว่าเวลาช่างมีค่าเหลือเกิน
แป๊บๆ ก็ผ่านไป 4 ปี...โดยที่เรายังไม่ได้ทำอะไรที่มีประโยชน์ เป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากเรียนหนังสือ
เลยทำให้คิดย้อนไปถึงอดีตที่ผ่านๆ มา...พาลทำให้คิดว่าเราเอาเวลาไปทำอะไรหมด
ชีวิตนี้สารภาพตามตรงว่าเหมือนเป็ด...รู้ไปซะทุกเรื่อง แต่รู้ไม่ดีเลยซักเรื่อง
"รู้อะไร รู้กระจ่าง แต่อย่างเดียว...แต่ให้เชี่ยวชาญเถิด จะเกิดผล" คงไม่ใช่กับเรา...
อาจเป็นเพราะเป็นคนที่สนใจหลายๆ เรื่อง
แต่ความสนใจมันดันมาเป็นช่วงๆ เลยเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามแนวโน้มความสนใจขณะนั้น
เลยกลายเป็นว่าคุยกับเค้าได้หมด แต่ไม่รู้จริงเลยซักเรื่อง
รู้สึกเรื่อยๆ เปื่อยๆ ยังไงก็ไม่รู้...อยากลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองใหม่
แต่ก็กลัวเป็นความสนใจชั่วครู่อีก...แล้วเดี๋ยวก็จะล้มเหลว
แต่...ใครบางคนเคยบอกเราว่า...ล้มเหลวดีกว่าล้มเลิก และ สิ่งสำคัญคือการเริ่มต้น...
คงได้เวลาซะทีมั้ง...ล้มเหลวก็เริ่มใหม่...ล้มก็ลุก...
สักวันทุกอย่างก็คงดีขึ้น
มีบางคนเคยบ่นว่า...
"เวลาก็มีเท่าๆ กับไอน์สไตน์...กูเอาไปทำอะไรอยู่ว้า"
ตอนนี้อยากบอกว่า... "กูคิดเหมือนมึงเลย!!"
March 07 จะตื่นเช้า!!!เมื่อคืนมี UCL ...
โดนนำไปก่อน ก่อนจะชนะไปตามระเบียบ ... อิอิ
บัลลัคยิงประตูชัยให้...จากทั้งเกมส์เพิ่งเห็นหน้าชัดๆ ก็ตอนนี้แหละ -_-"
ไม่งั้นก็คงเป็นอย่างที่เพื่อนๆ ในบอร์ดว่า
บทบาทเหมือนแลมพ์...ลงมาให้ครบ 11 คน
แต่ก็เห็นใจนะ เพราะเล่นเยอะขนาดนี้ ไม่ได้พักมั่งเลย
กลัวจะแย่เอา เห็นแลมพ์ไม่ค่อยวิ่ง...คงเหนื่อย (แลมพ์ทำอะไรก็ถูกกกก... ^^)
แต่เอาเป็นว่า...ลูกเดียวก็คุ้มแล้วกับทั้งเกมส์...ที่ไม่เห็นหน้า...อภัยกันด้ายยยยยย
คราวนี้เป็นครั้งแรก (ทำเหมือนดูเยอะ...ประมาณห้าเกมส์ทั้งฤดู -_-") ที่เห็นมิเกลเล่นดี
แถมคุณโคลดำไปอีกหนึ่ง (คนนี้ไม่ชอบ ไม่เคยรู้สึกว่าเล่นดี...เพราะอคติล้วนๆ
แต่เมื่อวานเห็นทุ่มเท...ชอบแกก็ได้ >.<)
เอสเซียงก็ถึกไม่ไหวแล้ว...
เก่งเหลือจะบรรยาย
..........
เอ่อ...ชักจะหลงประเด็น
วันนี้ตั้งใจจะเข้ามาประจานตัวเองเล็กน้อย
ด้วยความที่กว่าเกมส์จะเลิกก็ตีห้าแล้ว
ข้าเจ้าก็เลยไม่อยากนอน เพราะวันนี้จะได้รีบๆ นอน
จะได้ตื่นเช้ากะเค้าซะที -_-"
หัดเปลี่ยนนิสัยไว้ตอนทำงาน...เดี๋ยวโดนหักตังค์เพราะสายตลอด
วันนี้ก็เลยตื่น(?)แต่เช้า อาบน้ำ บิดขี้เกียจ (ฮา)
ทีนี้ระหว่างอาบน้ำก็ได้ยินเสียงมือถือ...ตามนาฬิกาที่ตั้งปลุกไว้ฮะ
แล้วก็รับรู้ได้ว่ามันดังมากเลยนี่หว่า...
อาบน้ำอยู่ยังได้ยินเสียงดังขนาดนี้
ว่าแล้วก็อดนึกเวทนาตัวเองไม่ได้
ขนาดดังขนาดนี้ยังไม่ยอมตื่นเล้ย
อนาถตัวเองจริงๆ
ว่าแล้วคืนนี้ก็จะนอนเร็ว (จะ คืออาจจะเกิดหรือไม่ก็ได้!!!)
แล้วก็จะตื่นเช้า (จะ คืออาจจะเกิดหรือไม่ก็ได้!!!)
ฮ่า...ล้อเล่น
ก็ต้องพยายามดู
..................................................
อีกอย่างที่ควรปรับปรุง นอกจากตื่นเช้าคือ...
การควบคุมอารมณ์
ไม่งั้นคงทำงานแบบไม่แฮปปี้แน่ๆ >.<
..................................................
ปล. ละอองดาวจบแล้วครับ... รถของละอองดาวน่ารักมาก
อัพเดทความพยายามวันที่ 1
(ตีสาม สี่สิบเอ็ดนาที ของวันที่ เก้า มีนาคม - คืนวันที่แปด)
ลองนอนเร็วแล้ว (เท่าที่ได้) คือดูเป็นต่อ ต่อด้วย อสูรชาย Show ของ TITV แล้วก็ขึ้นเตียงเลย
ก็ประมาณ เที่ยงคืนนิดๆ
ดิ้นไปดิ้นมา พลิกซ้าย พลิกขวา นอนหงาย นอนคว่ำ
ทำสมาธิ (ท่านอน)
ก็ไม่ช่วยอะไร
หงุดหงิดๆ เลยหยิบคอมมานอนเล่นเลย
กะว่าง่วงจะปิดแล้วนอนเลย
แต่เต้ยบอกระวังเตะคอมตกเตียงล่ะ
คิดได้...เลยไม่กล้า
เดี๋ยววางบนพื้น ข้างเตียงละกัน
ตื่นมาเหยียบซะ!!
เจ๊งไม่ต่างกัน (ฮ่า)
อีกสิบหกนาทีแบตฯคอมจะหมด
แต่ความง่วงยังไม่มาเยือน...
ข้าเจ้าโต้รุ่งแน่ๆ -_-"
เรียนรู้ที่จะอยู่นิ่งใจร้อน...
ขี้โมโห...
ทำอะไรไม่ค่อยคิด...
สมาธิสั้น...
สารพัดข้อเสีย...ที่อยากจะปรับปรุง แต่ก็ไม่เคยมีความพยายามพอซะที
ตอนนี้หลังจากที่มีแรงกระตุ้น...และคิดว่าสิ่งเหล่านี้คงแก้ได้ไม่ยากถ้าจิตได้รับการฝึกฝน
หลังจากวันก่อนได้ออนเอ็มเจอคุณโอ๊ค...แล้วก็ได้ฟัง (อ่าน) อะไรมาอย่างหนึ่งตามที่คุณโอ๊คบอกเล่าให้ฟัง
ที่อาจจะเป็นเรื่องธรรมดา...แต่เป็นอีกมุมมองที่เราไม่เคยคิด
คัดลอกมาจากที่ msn มันบันทึกไว้เลยนะ...
... พระปราโมทย์ว่าอย่างนี้...คนเราน่ะคิดว่าเราฝันเฉพาะตอนกลางคืน แต่จริงๆ แล้วเราฝันกลางวันกันด้วย เพราะไม่มีสติ ทำอะไรกับความเคยชิน
... คนส่วนใหญ่โดนกิเลสตัณหาหลอกจนวันตาย
... ตอนเด็ก ก็โดนมันหลอกว่าเรียนหนังสือจึงจะมีความสุข พอเรียนประถม ก็โดนหลอกว่าเรียนมัธยมจะต้องดีกว่า จนจบเอก ซึ่งแต่ก่อนเคยคิดว่าจะต้องมีความสุข แต่จบมาแล้วก็งั้นๆ
... ก็โดนหลอกต่อว่าต้องมีงานที่ดี ครอบครัวที่อบอุ่น ในแต่ละครั้งที่เราได้ในสิ่งที่หวังไว้ก่อนแล้ว กิเลสตัณหาก็จะให้รางวัลเราเล็กๆ น้อยๆ คือความสุข
... แต่สุขได้ไม่นาน ก็ต้องหาความท้าทายใหม่ๆ ตามแต่กิเลสจะว่าไปเรื่อยๆ
... จนแก่มาแล้วเจ็บป่วย กิเลสตัณหาก็จะหลอกเราอีกว่าความตายเนี่ยแหละดีที่สุด ... มันแสบจริงๆ เจ้ากิเลสเนี่ย
... เหมือนเราจะได้ความสุขทุกครั้ง แต่มันจะวิ่งไปจากเราอยู่ตลอดเวลา
... การฝึกพัฒนาจิตใจ ก็เพื่อความสุขสงบ ที่ไม่ต้องหาจากไหน ไม่ต้องเมื่อไหร่ แต่เป็นที่นี่ ตอนนี้ จากภายในเรานี้เอง
... ความสุขจากความสงบมันไม่ฉาบฉวย แต่ถ้าคนที่เคยสัมผัสมันอย่างแท้จริงแล้ว จะเข้าใจว่าสุขใดยิ่งกว่าความสงบนั้นไม่มีจริงๆ
ถึงจะบอกว่าจะลองทำ...
แต่ก็เหมือนเคย...ด้วยความเป็นคนที่ค่อนข้างฝังใจกับเรื่องต่างๆ
ความสนใจที่เคยลดไปจากอะไรต่างๆ ที่ได้รับรู้คงต้องใช้เวลาหน่อยในการเรียกคืน
และจากเวลาที่ห่างหายจากเรื่องนี้ไป...กิเลสตัณหาต่างๆ ก็พอกพูนซะจนหนา
เอ...ว่าไปแล้วมันก็ออกเป็นแนวแก้ตัว...
แต่พูดให้สวยคือออกตัวไว้ก่อนดีกว่า.. ^^
หวังว่าความพยายามครั้งนี้คงไม่เหลวเป๋วเหมือนหลายๆ เรื่องที่ผ่านมาหรอกนะ -*-
March 04 แย่ขึ้น-แย่ลงก็แค่ความสงสัยเล็กๆ น้อยๆ ของเรา...
(ที่แม้แต่เรายังสงสัยว่า...สงสัยเพื่ออะไรเนี่ย!!!) วันนี้ไปเรียนภาษาอังกฤษมา พร้อมเด็กๆ 3 คน และเช่นเคย...ด้วยความขี้เป็นห่วงของพ่อแม่น้องๆ เค้า พวกเราเลยต้องขึ้นแท๊กซี่ไปเรียน
ไม่รู้สินะ สำหรับเราแล้ว...เราว่าน้องเค้าโตพอที่จะเลิกเป็นห่วงด้วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้แล้ว อีกอย่างคือ เราเองก็ไม่ใช่เด็กที่เพิ่งหัดไปไหนมาไหน หรือไม่รู้ว่าอะไรควร-ไม่ควร แต่ในมุมมองของคนเป็นพ่อเป็นแม่ เค้าก็คงมองอีกแบบนึง เข้าใจนะว่าเราไม่เป็นเค้า...เราไม่เข้าใจความคิดเค้าหรอก
แต่...ถ้าไม่เริ่มฝึกให้เด็กเจออะไรเองมั่ง แล้วเมื่อไหร่พวกเค้าจะพร้อมที่จะเจออะไรด้วยตัวเองล่ะ? ยังไงเสียเราก็คงไม่สามารถอยู่ดูแลพวกเค้าได้ไปตลอดอยู่แล้ว
กลับมาที่คำถามที่มันแว้บเข้ามาในหัว ที่จริงก็เป็นคำถามที่สงสัยมาตั้งนานแล้ว แต่หาคำตอบไม่ได้ และไม่รู้จะถามใคร ถ้าใครแวะเข้ามาอ่านแล้วช่วยกันแสดงความเห็นหน่อยก็ดีนะ
เรื่องมาจากการที่น้องเราเผลอเรียก รถไฟ "ลอยฟ้า" เป็น "บนฟ้า" เราก็ขำ...เพียงเพราะว่ามันเป็นคำที่ขัดกับที่เคยเรียก เลยหัวเราะน้องไปได้ระยะหนึ่ง แต่ว่าพอกลับมาบ้านมีเวลาคิดถึงเรื่องนี้ (จริงๆ มันก็ไม่ใช่ประเด็นอะไรที่ต้องคิดนะ...แต่สงสัย) ก็คิดอยู่ว่า...มันต่างกันตรงไหนระหว่างคำว่า "บนฟ้า" กับ "ลอยฟ้า"
จากการค้นหาความหมายใน ราชบัณฑิตยสถาน พบว่า...
คำว่า "ลอย" ความหมายทั้งหมดเป็นคำกิริยา มีความหมายว่า 1. ทรงตัวอยู่ในอากาศ 2. เด่นขึ้น 3. ไม่อยู่เป็นหลักแหล่ง, ไม่มีตำแหน่งหรือหน้าที่การงานเป็นหลักแหล่ง 4. ไม่จม, อยู่บนผิวน้ำ, ปล่อยให้ไปตามน้ำหรืออากาศ สำหรับคำว่า "บน" มีความหมายดังนี้ (ไม่รวมคำนาม)
1. (ก.) ขอร้องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยโดยให้คำมั่นว่าจะให้สิ่งของตอบแทนหรือทำตามที่ให้สัญญาไว้เมื่อเป็นผลสำเร็จ, บนบาน ก็ว่า 2. (ว.) เบื้องสูง, ตรงข้ามกับ เบื้องล่าง, เช่น ข้างบน ชั้นบน เบื้องบน 3. (บ.) ในที่ซึ่งอยู่สูงหรือเหนือ เช่น นั่งอยู่บนเรือน วางมือบนหนังสือ มีหนังสือวางอยู่บนโต๊ะ จากความหมายที่ได้มา...เราว่า (ย้ำ! "เรา" ว่า) คำว่า "ลอย" มันก็ไม่เหมาะสมดิ เพราะว่ามันไม่ได้ทรงตัวอยู่ในอากาศซะหน่อย เพราะว่ามีฐานอันเบ้อเร่อรองรับอยู่ แล้วถ้าดูจากความหมายของคำว่า "บน" เราว่ามันน่าจะเหมาะสมกว่าที่จะเรียกว่า "รถไฟบนฟ้า" นะ เพราะว่ามันอยู่ในที่สูง หรือที่เหนือกว่า
แต่คิดไปคิดมา...มันก็ไม่ได้อยู่ "บน" ฟ้าที่หว่า เพราะว่าฟ้าหาที่สิ้นสุดไม่ได้
เอาเป็นว่า...จบไปสำหรับประเด็นแรก
คิดปัญหานี้ยังไม่ทันจะได้คำตอบ พลันก็มีอีกคำถามแว้บเข้ามาในหัว...คำว่า "ขี้น" กับ "ลง" จะมีผลต่อความหมายของคำที่ไปประกอบอย่างไร
เขียนอย่างนี้อาจจะไม่เข้าใจ (เพราะเราเองก็งง.. ^^) แต่ลองนึกดูว่าถ้าเราพูดว่า
...เฮ้ย! ไม่เจอกันนาน แก "สวยขึ้น" ว่ะ >>> คนฟังคงดีใจ ...เฮ้ย! ไม่เจอกันนาน แก "สวยลง" นะนี่ >>> คนฟังคงสงสัยว่า นี่กูโดนด่าอยู่หรือเปล่าหว่า! จะเห็นว่าสองคำนี้ความหมายมันต่างกัน ในขณะที่ความหมายของคำว่า "แย่ขึ้น" และ "แย่ลง" กลับไม่ต่างกันมากนัก
ถ้าเราพิจารณาที่คำที่มีความหมายไปในทางบวก เราจะเห็นว่ามันค่อนข้างชัดเจนอย่าง "ดีขึ้น-ดีลง" "เก่งขึ้น-เก่งลง" ที่มันชัดเจนในความหมายของมันว่าอันไหนดี อันไหนไม่ดี แต่ถ้าเป็นความหมายในทางลบ เราว่ามันแยกออกค่อนข้างยาก ดังนั้น มาดูว่าคำว่า "ขึ้น" "ลง" มันส่งผลต่อความหมายของคำวิเศษณ์ในทางลบยังไงดีกว่า
ความหมายของคำว่า "ขึ้น" เราจะคัดมาเฉพาะคำวิเศษณ์ที่คิดว่าเกี่ยวข้องนะ
1. ใช้ประกอบคำอื่นเพื่อเน้นความให้เด่นหรือให้ชัดแจ้งกว่าเดิม เช่น เกิดขึ้น เป็นขึ้น สวยขึ้น สูงขึ้น 2. เป็นคำประกอบท้าย หมายความว่า มากกว่าเดิม เช่น ดีขึ้น เร็วขึ้น อ้วนขึ้น ต่อไปความหมายของคำว่า "ลง" บ้างนะ 1. เป็นคำประกอบท้าย หมายความว่า มากกว่าเดิม เช่น เลวลง ช้าลง ผอมลง ถูกลง สั้นลง จากความหมายที่หาได้มา พบว่า มันไม่ต่างกันนี่หว่า -_-" แต่เราเชื่อว่าการใช้งานก็คงต่างกันอยู่ดี ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง เช่น บางคำเราอาจจะคุ้นเคยที่จะใช้กับคำว่า "ขึ้น" บางคำกับคำว่า "ลง"
เอาเป็นว่าความหมายมันเหมือนกัน...หายสงสัยก็ได้ แต่ว่า...มันไม่มีหลักอะไรที่จะใช้ตัดสินเลยหรอ (สงสัยอีกแล้ว) แล้วก็แค่เรื่องที่อยากรู้ และอยากรู้ว่าชาวบ้านเค้าสงสัยไหม? คิดกันยังไงเท่านั้นแหละ...
ว่างๆ หรือมีความเห็นดีๆ ก็เสนอความคิดมาหน่อยแล้วกัน อยากรู้ว่าเค้าคิดกันยังไงบ้าง
--=--=--=--=--=--=--=--=--=--=--=--=--=--=--=--=--=--=--=--=--=--=--
หลังจากความสนใจในเรื่องธรรมะหมดลงไปเป็นระยะเวลานานพอสมควร ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง วันนี้ก็มีเหตุที่ทำให้เราหันมาสนใจเรื่องนี้อีกในที่สุด ขอบคุณ "โอ๊ค" ด้วยนะจ๊ะสำหรับแรงกระตุ้นที่ทำให้เราคิดจะเริ่มสนใจ ศึกษา และปฏิบัติอีกครั้ง --=--=--=--=--=--=--=--=--=--=--=--=--=--=--=--=--=--=--=--=--=--=-- อยากจบสวยๆ หน่อย...แต่ว่าคอมพ์ไม่อำนวยเล้ย... พอละดีกว่า
เผื่อจะได้ฤกษ์อ่าน BA401 ซะที...บ๊ายบาย ฝันดีค่า
March 03 ชีวิตไม่สิ้น...ต้องดิ้นต่อไป..............................
จริงๆ เรื่องนี้เคยอัพแล้วเมื่อวันก่อน...แต่อัพไม่ขึ้น -_-" เลยปล่อยเลยตามเลย ขี้เกียจ
แต่อารมณ์ขี้เกียจมันไม่ได้มีวันเดียว...โดยเฉพาะช่วงนี้ที่ขี้เกียจเป็นพิเศษ...ดังนั้น พอได้อ่านอีกครั้ง...มันก็ตรงอีกครั้งด้วย
(แต่ก็...ยังไม่คิดจะเริ่มขยันขึ้นมาหรอกนะ)
เช่นเคย...จากเวบของอาวินทร์...แหล่งชุมนุมของหนอนหนังสือหลายๆ คน...
..............................
คมคำคนคม
A life of leisure, and a life of laziness, are two things. ชีวิตแห่งความสบายกับ ชีวิตแห่งความเกียจคร้าน เป็นคนละเรื่องกัน Benjamin Franklin เบนจามิน แฟรงกลิน ...............
ถึงจะเดินถอยหลัง ก็ยังต้องออกแรง
นิยายจีนกำลังภายในส่วนใหญ่ที่ผมเคยอ่านมีตัวละครที่เป็นคนร้ายฝีมือสูงส่ง ทำเรื่องชั่วทุกอย่าง แย่งสุดยอดคัมภีร์แห่งยุทธจักร เพื่อจะได้เป็นจอมยุทธอันดับหนึ่งแห่งบู๊ลิ้ม เมื่อได้คัมภีร์มา ก็ฝึกฝนอย่างหนักหน่วง จนกลายเป็นยอดฝีมือฝ่ายอธรรม ฝีมือร้ายกาจจนในช่วงต้นพระเอกมักต่อกรด้วยมิได้ คิดๆ ดูก็น่าขำ คนร้ายในนิยายช่างขยันขันแข็งเสียนี่กระไร ไม่ท้อถอย ฝึกฝนลมปราณวิชามารทุกวี่ทุกวัน ไม่ค่อยเห็นคนเลวที่ขี้เกียจ ตื่นสาย อู้การฝึกวิชา พูดง่ายๆ คือ นิสัยอาจไม่น่าคบ พฤติกรรมอาจชั่วร้าย แต่เรื่องความขยันหมั่นเพียรไม่เป็นรองใคร! มองในอีกมุมหนึ่งคือ แม้แต่คิดจะเป็นคนชั่วก็ยังต้องขยัน ยิ่งคิดจะชั่วมากก็ต้องยิ่งขยันมาก ในนวนิยายเรื่อง อุ้ยเซี่ยวป้อ ของ กิมย้ง พระเอกเป็นคนขี้เกียจมาก ไม่ชอบฝึกวิชาการต่อสู้ อาจารย์คนหนึ่งของเขาจึงสอนวิชา 'หนี' ให้เขา หลักวิชานี้คือ ไม่ว่าคนที่จะมาทำร้ายมีฝีมือเก่งแค่ไหน ผู้ฝึกวิชานี้จะหนีพ้นได้เสมอ อย่างไรก็ตาม พระเอกซึ่งเป็นคนขี้เกียจก็ยังต้องฝึกฝนวิชานั้น ผู้คนในโลกของความจริงไม่ค่อยขยันเช่นนั้น โดยเฉพาะในโลกที่ 'ความสำเร็จของชีวิต' แปลว่า 'ความสบาย' แต่ความสบายกับความขี้เกียจเป็นคนละเรื่องกัน หลายคนอยากสบายโดยไม่ต้องทำอะไรเลย ทำงานหนึ่งชิ้นสองชิ้น ก็บ่นว่าเหนื่อย ทำงานเกินเวลาสักนาทีก็บอกว่าชีวิตไม่ยุติธรรม ทำงานในสายที่ไม่เคยลอง ก็บ่นว่าอยากลาออก กลายเป็นวัฒนธรรมขี้บ่นที่ระบาดไปทั่วทุกมุมโลก ค่านิยมที่นิยมในโลกปัจจุบันคือ ทำงานน้อยได้เงินมาก ได้กำไรเร็ว จัดเป็นหลักการตลาดชั้นเลิศ ลงทุนลงแรงต่ำ ได้รับค่าตอบแทนสูง ลงทุนวันนี้ได้กำไรในวันพรุ่งนี้ ถือว่าเก่ง ลงทุนเช้าได้เงินบ่ายถือว่าเยี่ยม การตีเหล็กเป็นเครื่องมือเครื่องใช้แต่ละชิ้นต้องใช้ความร้อนสูงจัด ผ่านการตีจนเป็นรูปร่างที่ต้องการ แล้วจึงปล่อยให้เย็นตัวลง กลายเป็นสิ่งของเครื่องใช้ที่มีค่า ความสบายที่มาจากความลำบากมีคุณค่ากว่าความสบายที่เดินทางมาถึงมือง่ายๆ วิลเลียม เจมส์ นักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่แห่งอเมริกาในรอยต่อศตวรรษที่ 19-20 บอกว่า มนุษย์ส่วนใหญ่ถูกโปรแกรมให้รู้สึกเหนื่อยเมื่อถึงเวลาเหนื่อย มนุษย์เราใช้พลังน้อยกว่าที่มีอยู่จริง เขาบอกว่า หากคุณผลักความเหนื่อยออกไปอีกสักนิด คุณจะได้งานมากกว่าเดิม อย่างไม่น่าเชื่อ แน่ละ ความหมายของ วิลเลียม เจมส์ มิใช่ต้องการให้คนทำงานจนตายคาที่ แต่ให้ลองทดสอบดูว่า บางครั้งการยอมแพ้เกิดจากใจไม่สู้ ไม่ใช่กายไม่พร้อม เราอาจไม่ต้องทำถึงขนาดขยันจนต้องเข้าโรงพยาบาล ซึ่งอาจมากเกินพอดี แต่คำถามคือแค่ไหนคือความพอดี เท่าไรคือความเหมาะสม บางคนทำงานได้มากมายกว่าจะเหนื่อย บางคนทำนิดเดียวก็ 'รู้สึก' เหนื่อยแล้ว บางคนไม่ทำอะไรเลย ก็ยังเหนื่อย ผมไม่เคยเห็นใครที่ขยันแล้วชีวิตฉิบหาย ตรงกันข้าม คนที่ชีวิตพังหลายส่วนใหญ่เกิดจากความขี้เกียจ ความเขลา และความโลภ ไม่มีใครตายไปเพราะทำงานหนัก ไม่มี ไม่เคยได้ยิน ไม่เคยเห็น ไม่มีอะไรได้มาโดยไม่ต้องลงแรง ถึงจะเอนกายนอนพัก ก็ยังต้องออกแรงเขยื้อนกาย ถึงจะเดินถอยหลัง ก็ยังต้องออกแรง จะยกธงขาวยอมแพ้ก็ยังต้องออกแรงยกธง วินทร์ เลียววาริณ www.winbookclub.com 24 กุมภาพันธ์ 2550 ...............
ปล. ที่เน้นข้อความไว้ไม่ใช่ใจความสำคัญใดๆ เพียงแต่เราอยากเน้นไว้...เฉยๆ -_-"
..............................
อัพเดทชีวิตวันนี้เล็กน้อย...
ได้ไปเอาเช็กภาษีคืนแล้ว...ตั้งแต่ตอน 2005 นู่นแน่ะ ขอบคุณคุณเจด้วยที่เป็นธุระให้ (นึกแล้วก็ระอากับความขี้เกียจของตัวเองจริงๆ ที่ไร้ความรับผิดชอบอย่างไม่รู้จะพูดยังไง) ก็ดีใจที่ได้เงินมาสะสมเพิ่ม ก็ใกล้ความฝันเข้าไปอีกก้าว แม้ว่าระยะทางที่เหลือจะยาวไกลมากมายก็ตาม -_-"
ช่วงนี้รู้สึกแย่...ไม่เหมือนเด็กใกล้จบทั่วไปเท่าไหร่ เพราะพยายามหลีกเลี่ยงการคุยกับคนที่ไม่ค่อยรู้เรื่องราวเกี่ยวกับงานเรา ไม่อยากตอบคำถามว่าได้งานหรือยัง? ทำงานที่ไหน? ทำไมเลือกที่นี่ล่ะ?
ไม่ใช่อะไรหรอก แค่ไม่รู้ว่าจะตอบยังไง เพราะแม้แต่ตอบตัวเองยังตอบไม่ถูก ประสาอะไรกับการอธิบายให้คนอื่นฟัง ดังนั้นคำตอบก็เลยดูเลื่อนลอย ไร้สาระ
เป็นการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่งในชีวิตที่เจอ และก็เช่นเคย...เหมือนกับทุกๆ ครั้ง ที่มักจะมีความวิตกว่าทางเดินเส้นใหม่จะเป็นอย่างไร และก็ได้แต่หวังว่าคงเป็นไปได้ด้วยดีเหมือนกับการเปลี่ยนแปลงทุกๆ ครั้ง พร้อมกับความตั้งใจที่จะพยายามทำสิ่งต่างๆ ให้ดีที่สุด
แต่ที่ใจหายคือ ทางเดินเส้นนี้ยาวจัง และไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงต่อไป
ไม่เหมือนที่ผ่านมา...ที่รู้ว่าหกปีก็จบประถม เตรียมสอบเข้ามอต้น เรียนต่ออีกสามปี ลองสอบเข้ามอปลาย ต่ออีกสามปี เตรียมเอ็นทรานซ์ ได้คณะไหนก็มีช่วงเวลาที่ค่อนข้างแน่นอน ถ้าไม่เกเร เถลไถลจริงๆ คณะนี้สี่ปีจบแน่ๆ
แต่เส้นทางต่อไปนี่สิ...
ใครจะบอกได้ว่าทำงานอีกกี่ปีจะได้เลื่อนตำแหน่ง นานแค่ไหนจะได้เป็นหัวหน้า หรือจะมีจุดเปลี่ยนที่อาจจะต้องเปลี่ยนงานอีกไหม หรืออีกกี่ครั้ง
ด้วยความที่เป็นคนขี้กังวลอยู่แล้ว เลยอดคิดไม่ได้ แต่อย่างว่าล่ะนะ การคิดถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึงก็คงเป็นการเสียเวลาเปล่าๆ สู้เอาเวลาที่มีอยู่มาทำสิ่งที่ต้องทำให้ดีที่สุดไม่ได้
แต่...มันก็อดที่จะคิดไม่ได้นี่สิ
กลายเป็นว่าวันนี้มาเพ้ออะไรอีกแล้วไม่รู้ เอาเหอะนะ ทนๆ หน่อยละกัน ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ(?)ย่อมอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่ายเป็นธรรมดา
...............
ก่อนจบวันนี้...อยากบอกคนๆ นึงว่า ขอบคุณนะที่สอนให้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง และทำให้เราเติบโตขึ้น แม้ว่าวันนี้คำขอบคุณนี้จะไปไม่ถึง แต่หวังว่าคงรู้สึกและรับรู้ได้ตลอดเวลาที่ผ่านมา ถึงแม้ว่ามันจะผ่านมานานแล้วแต่ยังระลึกถึงเสมอ
..............................
March 02 ความทรงจำสีจางความทรงจำสีจาง...
...คนเรานี้คิดให้ดีก็น่าขำ...อยากจำกลับลืม อยากลืมกลับจำ...
ขึ้นด้วยเพลงนี้คนอ่านเดาอายุกันออกเลยทีเดียว (ฮ่า) จริงอย่างที่เพลงว่า...บางทีเรื่องดีๆ ความทรงจำที่สวยงาม บางทีเรากลับลืมมันไป แต่เรื่องร้ายๆ ไปปล่อยไก่อะไรที่ไหนล่ะก็...ติดตรึงแน่นชนิดไม่นึกก็เห็นภาพเลย
แต่ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม...ความทรงจำดีๆ ไม่ว่ามันจะเป็นภาพเลือนลางซักแค่ไหน ความทรงจำสีจางนั้นก็ยังคงเป็นความทรงจำที่ยิ่งใหญ่ในใจเรา และมีความสุขทุกทีที่ได้นึกถึงความทรงจำสีจางๆ ที่เต็มไปด้วยความสุขนี้
เรื่องของเรื่องก็คือ...ปีนี้ได้รับเกียรติ (?!!) ให้เป็นหนึ่งในทีมทำหนังสือรุ่นอีกแล้ว ได้ธีมมาจากเพื่อน...รวมถึงแนวความคิดของส่วนที่เรารับผิดชอบ ก็ว่าจะเอามาทำอยู่
ทำไปได้ครึ่งหนึ่ง ก็ลองเอามารวมๆ กันดู...ไม่เข้าท่า...
ความที่เป็นคนไม่ศิลป์อยู่แล้วเป็นทุน จะทำอะไรศิลป์ๆ ก็ดูไม่ค่อยจะเข้าที แต่ด้วยความที่มีฝีมือในการคัดลอกค่อนข้างสูง (ภูมิใจทำไมวะ!!?) เลยลองไปค้นๆ รื้อๆ หนังสือรุ่นเก่าๆ ดูหน่อย
จะไปเปิดหนังสือรุ่นของคณะตอนปีหนึ่ง...ก็ไม่เข้าที เพราะดูจะเป็นความคิดที่ใกล้ตัวเกินไปหน่อย เหมือนเวลาบางคนที่ลอกเพลงชาวบ้านเค้า...แทนที่จะไปลอกนักร้องท้องถิ่น...หรือที่ไม่ดัง (แต่เพลงดี) ดันไปลอกนักร้องดังทะลุฟ้าไปทั่วโลกซะงั้น!!!
ประหนึ่งว่ากลัวชาวบ้านเค้าจะไม่รู้ว่า "กูลอกเค้ามานะเฟ้ย!"
แต่สำหรับเรา...จะลอกทั้งที ต้องทำให้เนียนหน่อย (ท่าทางภูมิใจมากนะนี่กู -_-")
ว่าแล้ว...เราก็ไปขุดหนังสือรุ่นเตรียมอุดมฯ มาซะเลย แต่ด้วยความเป็นคนดี (ยังเรียกว่าดีได้นะนี่ --> เป็นไรมากป่าววะ เขียนเอง กัดเอง แก้เองซะงั้น!!) เลยสุ่มๆ หยิบมาเล่มหนึ่ง
แต่ดันหยิบมาผิดปี!!!
ก็ปีนี้มันมีอะไรที่ประทับใจเยอะแยะไปหมด...เป็นปีที่ประทับใจที่สุด...(ไม่แพ้มอสี่ แต่น้อยกว่ามอหกแน่นอน เพราะปีนั้นจำไม่ได้เหมือนกันว่าไปเรียนซักกี่วัน!!!) ว่าแล้วก็เปิดไปเรื่อยๆ และเช่นเคย...หน้าที่มีสาระต่างๆ หน้ารายชื่อห้องต่างๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน...ข้ามโลด ดูแต่หน้าที่ผูกพัน...และคุ้นๆ!!!
แต่ก็ยังไม่ลืมจุดประสงค์หลัก...ดังนั้นหน้าไหนไอเดียเข้าท่า เก๋กู้ด และใช้คอมพ์ทำได้ (ก็มันทำกันด้วยมือทั้งนั้นเลยนี่หว่า!!) ก็เอากระดาษมาคั่นไว้ซะหน่อย ถือเป็นผู้เข้าประกวดที่ผ่านเข้ารอบ...เดี๋ยว(คณะ)กรรมการ (คือ...มันมีกูคนเดียว จะใช้คณะก็กะไรอยู่ แต่เห็นเค้าชอบใช้คณะกัน ก็คณะมั่งดิ) จะมาคัดเลือกและตัดสินภายหลัง
แต่กว่าจะได้ทำการคัดเลือก (คณะ)กรรมการก็ใช้เวลาไปนานโข ทั้งกับการรำลึกความหลัง โดยเฉพาะเรื่องที่อยากลืม มันกลับเข้ามาในหัวเป็นภาพแรกๆ รวมถึงการระบายสีความทรงจำสีจางนั้นให้ชัดขึ้น รวมถึงการจับเข้าโปรแกรมเพื่อแปลงเป็นภาพเคลื่อนไหว...ซึ่งมันเรียกความรู้สึกได้ดีเหลือเกิน
ไม่ว่าจะเป็นสุข เศร้า เหงา เซ็ง โมโห เสียใจ (ขอยืนยันว่าได้อารมณ์ครบตามนี้จริงๆ) ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ภาพ...กี่เหตุการณ์ แต่ที่รู้สึกแน่ๆ เลย คือ...ความสุข ความสนุก และความรู้สึกที่ดีๆ ที่ไม่อาจย้อนกลับไปสัมผัสมันได้อีก นอกจากผ่านความทรงจำ และหนังสือรุ่นเล่มหนาๆ สามเล่ม
แต่ด้วยเหตุการณ์ที่แม่นั่งอยู่ด้วย...ไอ้ภาพที่ชวนให้น้ำตาซึม...ก็ต้องข่มๆ ไว้ ขี้เกียจอธิบายว่าเป็นอะไร เลยกระอักกระอ่วนเล็กน้อย
และด้วยความที่เป็นคนเอาการเอางานอย่างมาก นอกเหนือจากเวลาที่มีเพียงน้อยนิด เพราะใกล้สอบเต็มทน...ก็เลยเปิดดูมันจนครบ (ซะงั้น!!!) เพราะไม่อยากให้อารมณ์ความรู้สึกดีๆ นี้ถูกขัดจังหวะ
สารภาพเป็นครั้งที่ล้าน...ว่า...ตอนมอสี่ไม่เคยอยากเข้ามาเรียนที่นี่ ยังไงก็อยากเข้ามหิดลวิทยานุสรณ์มากกว่า ที่ไหนดีกว่าไม่รู้ รู้แต่ว่าที่นั่นได้อยู่หอ และอยากลองอยู่คนเดียว แต่ตามที่เค้าว่ากันอีกนั่นแหละ...คนเรายิ่งไม่อยากได้อะไร มันก็จะยิ่งได้อย่างนั้น
และแล้ว...เราก็ได้ใส่ชุดเตรียมอุดมฯ เป็นลูกพระเกี้ยวน้อยจนได้
นับตั้งแต่เดือนแรกที่ได้อยู่ 843-822-77 จนถึงบัดนี้...ยังคิดไม่ออกว่าชีวิตนี้จะมีอะไรที่เราโชคดีเท่านี้อีกที่ได้เรียนที่นี่ ได้เป็นศิษย์ ตอ. ได้รู้จักเพื่อนๆ โดยเฉพาะ 843
ความผูกพันต่างๆ ที่มี...จนถึงวันนี้บอกตามตรงว่าลืมไปหลายอย่าง เหตุการณ์บางอย่าง เพื่อนบางคนที่ลืมชื่อกันไปแล้ว...แต่ไม่ว่ากี่ครั้ง ถ้ามีอะไรมาสะกิดใจ เราก็ยังคงระลึกถึงได้เสมอ แม้ว่ามันจะเลือนรางเหลือเกินก็ตาม
...ห้อง 843 เพื่อนที่เจอวันแรก เพื่อนที่นั่งรอบๆ มุขทะลึ่งมุขแรกที่ได้ฟัง รวมถึงศัพท์ที่ไม่เคยรู้มาก่อน (อิอิ)
...ตึกคุณหญิงหรั่ง ศาลาหน้าตึก ห้องน้ำหลังตึก ทางเดิน ทางออกข้างหลัง (รวมถึงทางออกตรงปทุมวัน...ที่โดดเรียนชั้นยอด!!)
...โรงอาหารตึกหรั่ง ทางเท้ารอบสนามฟุตบอล สนามฟุตบอล (รวมทั้งสนามเล็ก)
...ร้านก๋วยเตี๋ยวร้านแรกที่กิน...และเป็นร้านสุดท้ายด้วย
...ตึกเก้า ที่ลอกข้อสอบกันหน้าด้านๆ
...ตึก 50 ปี 55 ปี ห้องเรียนสาธาฯ ห้องคอม หุ่นสอบเป่าปาก!!
...ห้องสมุด สนามเทนนิส ชม.เรียนแอโรบิก&ลีลาศ (โยคะด้วยไหม...สุริยนมัสการ!!) สนามบาส
...สหกรณ์ โซ่ตรงสนามบาส (ข้ามตั้งแต่ใส่ชุดเตรียมวันแรก!!) ตู้เอทีเอ็ม (อันนี้นึกไม่ชัด ไม่เคยใช้)
...โรงอาหารใหญ่ น้ำพุหน้าตึก (แต่นึกภาพตอนเปิดไม่ออกอ่า -_-")
...ห้องประชุม งานละคร แสดงดนตรี (ยังจำตอนคุณธีร้องไม่อยากหลับตาได้ด้วย รวมถึงมุขสุดท้ายที่แซวคนที่นั่งข้างหน้าแต่ไม่รู้จักนะตอนพิธีปัจฉิม)
...ตึกหนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก... (เฮ้ย!!!)
...ตึกศิลป์ ศาลาปิ่นฯ สระบัว (เห็นเต่าประมาณสองร้อยตัวได้แล้ว...ล้อเล่นๆ ไม่ค่อยได้เห็นหรอก เพราะไม่ค่อยไปเรียน >.<)
...ห้องน้ำตึกศิลป์ ห้องพักครู ประชาสัมพันธ์ อาจารย์ทุกท่าน (สารภาพว่าบางคนก็ลืมชื่อไปแล้วอ่า)
โอ้! พระเจ้าช่วยกล้วยทอด! ไม่คิดว่าความจำเราจะดีขนาดนี้...อย่างที่บอกว่าลืมไปเลย เพราะไม่เคยนึกถึง แต่ถ้านึกถึงเมื่อไหร่...ภาพจางๆ เหล่านั้นก็กลับมามีชีวิตชีวาได้อีกครั้งอย่างไม่ต้องพยายาม
ไม่เขียนแล้วดีกว่า...น้ำตาจะไหล (จะว่าเว่อร์ก็ว่าไป...แต่จริงๆ)
ไม่ใช่ว่าความผูกพันในช่วงเวลาอื่นมันจะด้อยกว่ากันหรอก เพียงแต่ด้วยความจำที่ไม่ดีนัก ทำให้ช่วงเวลาตอนประถม และมอต้นมันนึกออกค่อนข้างยาก ส่วนชีวิตในมหา'ลัยก็ต้องยอมรับกันล่ะว่าความผูกพันกับสถาบันสำหรับเรา...เทียบกันไม่ได้เลยกับความผูกพันกับโรงเรียน อาจเป็นเพราะเวลา และกิจกรรมต่างๆ ที่ไม่ค่อยมีส่วนร่วมมากเท่าไหร่
ไม่ใช่ไม่รัก...แต่ถ้าถามว่ารักที่ไหนมากกว่า...ก็ตอบได้อย่างไม่ลังเลเลยว่า "เตรียมอุดม"
...............
เพ้ออะไรไปเรื่อย...แค่อยากระบายความคิดถึงน่ะ
ถ้าย้อนเวลากลับไปได้...อยากกลับไปช่วงไหนที่สุด... สำหรับเราคงไม่ต้องคิดนานนัก เพราะชีวิตช่วงนั้นจะมีอะไรยิ่งไปกว่าคำว่า "สุดยอด"
..............................
สำหรับหนังสือรุ่น...หน้า Character 2 หน้า ก็ได้ไอเดียห้อง 814 ตอ.62 มาใช้ และ 143 วิทย์-อินเตอร์ ตอ.62 สำหรับหน้า Chai-yo ค่ะ
เครดิตไม่ได้ลงไว้ในหน้าหนังสือรุ่นเลย เพราะไม่รู้เค้าจะว่าอะไรไหม เลยขอลงเครดิตไว้ที่นี่นะคะ
ขอบคุณพี่ๆ มากค่ะที่ทำให้เอาตัวรอดจากหนังสือรุ่นได้อีกปี (แต่ปีที่แล้วคิดเองน้า...)
และโดยเฉพาะพี่ๆ 814 ขอบคุณสำหรับฉากแฮร์รี่ พอตเตอร์ สวยๆ ตอนงานกีฬาสีปีนั้นนะคะ (เห็นม้า...ยังจำได้ๆ)
..............................
ฝันดีทุกคนค่ะ
รักนะ...เตรียมอุดมฯ
...............
|
|
|